Wednesday, July 10, 2013

ระบบไฟฟ้า 1 เฟส 3 เฟส ต่างกันอย่างไร

ระบบไฟฟ้า หมายถึงลักษณะการส่งจ่ายกระแสไฟฟ้าจากแหล่งกำนิดไปยังผู้ใช้ไฟฟ้า ตามประเภทการใช้งาน โดยส่งจากสถานีไฟฟ้าผ่านสายไฟฟ้าแรงสูง สถานีไฟฟ้าย่อย หม้อแปลงแปลงไฟฟ้าให้ต่ำลง ไปยังบ้านพักอาศัย สำนักงาน หรือโรงงานอุตสาหกรรม
สำหรับกระแสไฟฟ้าที่ไหลเข้าสู่บ้านเรือนทั่วไปนั้นก็ใช้หลักการไหลแบบเดียวกัน คือ เริ่มจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ณ โรงงานผลิตไฟฟ้า ผ่านกระแสไฟฟ้าแรงดันสูงมาตามสายไฟฟ้า (ซึ่งประกอบด้วยเส้นลวดอลูมิเนียมจำนวนมาก) มาจนกระทั่งถึงสถานีไฟฟ้าย่อยซึ่งมีหม้อแปลงแรงดันไฟฟ้าให้สูงขี้นหรือต่ำลงได้ตามความต้องการใช้งาน ทั้งนี้เนื่องจากการส่งกระแสไฟฟ้าได้ผ่านมาตามสายไฟฟ้าในระยะทางไกล จะทำให้มีการสูญเสียแรงดันไฟฟ้าส่วนหนึ่ง เมื่อส่งไฟฟ้ามาถึงพื้นที่ที่ต้องการใช้ไฟฟ้าก็จะต้องลดแรงดันไฟฟ้าลงระดับหนึ่งเพื่อลดอันตราย เมื่อแปลงแรงดันไฟฟ้าให้พอเหมาะแล้วก็จะส่งตามสายไฟฟ้ามายังหม้อแปลงแรงดันไฟฟ้าที่ติดอยู่ตามเสาไฟฟ้าในแหล่งชุมชนนั้นๆ เพื่อแปลงแรงดันไฟฟ้าอีกครั้งก่อนส่งผ่านเข้าสู่อาคารบ้านเรือน เมื่อมีการใช้ไฟฟ้าจากกิจกรรมต่างๆ ในอาคารบ้านเรือนก็จะไหลกลับไปตามสายไฟฟ้าอีกเส้นหนึ่งสู่แหล่งกำเนิดอีกครั้ง ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการครบวงจรการไหลของกระแสไฟฟ้า
ระบบไฟฟ้าที่การไฟฟ้าฯส่งจ่ายไปยังบ้านเรือนทั่วไปเรียกว่าระบบไฟฟ้าแรงดันต่ำ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ระบบด้วยกัน ในการใช้งานนั้นการไฟฟ้าฯจะพิจารณาให้เหมาะสมตามความต้องการของผู้ใช้ไฟฟ้าว่าจะใช้ระบบใด โดยพิจารณาจากปัจจัยสำคัญ 2 ประการ คือ ปริมาณการใช้ไฟฟ้า ประเภทและจำนวนของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ภายในบ้าน

ระบบไฟฟ้าแบ่งออกได้เป็น 2 ระบบ ดังนี้

1. ระบบไฟฟ้า 1 เฟส คือระบบไฟฟ้าที่มีสายไฟฟ้าจำนวน 2 เส้น เส้นที่มีไฟเรียกว่าสายไฟหรือสายเฟส หรือสายไลน์ เขียนแทนด้วยตัวอักษร L (Line) เส้นที่ไม่มีไฟเรียกว่าสายนิวทรอล หรือสายศูนย์ เขียนแทนด้วยตัวอักษร N (Neutral) ทดสอบได้โดยใช้ไขควงวัดไฟ เมื่อใช้ไขควงวัดไฟแตะสายเฟส หรือสายไฟ หรือสายไลน์ หลอดไฟเรืองแสงที่อยู่ภายไขควงจะติด สำหรับสายนิวทรอล หรือสายศูนย์ จะไม่ติด แรงดันไฟฟ้าที่ใช้มีขนาด 220 โวลท์ (Volt) ใช้สำหรับบ้านพักอาศัยทั่วไปที่มีการใช้ไฟฟ้าไม่มากนัก
2. ระบบไฟฟ้า 3 เฟส คือระบบไฟฟ้าที่มีสายเส้นไฟจำนวน 3 เส้น และสายนิวทรอล 1 เส้น จึงมีสายรวม 4 เส้น ระบบไฟฟ้า 3 เฟส สามารถต่อใช้งานเป็นระบบไฟฟ้า 1 เฟส ได้ โดยการต่อจากเฟสใดเฟสหนึ่งและสายนิวทรอลอีกเส้นหนึ่ง แรงดันไฟฟ้าระหว่างสายเฟสเส้นใดเส้นหนึ่งกับสายนิวทรอลมีค่า 220 โวลท์ และแรงดันไฟฟ้าระหว่างสายเฟสด้วยกันมีค่า 380 โวลท์ ระบบนี้จึงเรียกว่าระบบไฟฟ้า 3 เฟส 4 สาย 220/380 โวลท์ ระบบนี้มีข้อดีคือสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้มากกว่าระบบ 1 เฟส ถึง3 เท่า จึงเหมาะสมกับสถานที่ที่ต้องการใช้ไฟฟ้ามากๆ เช่น อาคารพาณิชย์ โรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็ก เป็นต้น

เรียบเรียงจากหนังสือคู่มือช่างไฟฟ้าในบ้าน

Monday, July 8, 2013

การขอใช้ไฟใหม่, ขอไฟใหม่, หลักเกณฑ์ขอไฟ, เพิ่มขนาด, เพิ่มขนาดมิเตอร์, โอนเปลี่ยนชื่อผู้ใช้ไฟฟ้า

การขอติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าใหม่
หลักฐาน
1.  สำเนาทะเบียนบ้านที่ขอติดตั้งการใช้ไฟฟ้า
2.  สำเนาทะเบียนบ้านที่อยู่ปัจจุบัน
3.  สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
4.  สัญญาซื้อขาย (กรณีซื้อขายบ้าน) , สัญญาเช่า (กรณีเช่าบ้าน)
5.  หนังสือมอบอำนาจพร้อมติดอากรแสตมป์ 10 บาท (กรณีเจ้าของบ้านไม่มาดำเนินการ)
6.  สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของผู้รับมอบอำนาจ
7.  สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านผู้ให้เช่า
8.  ใบยินยอมผ่านที่หรือใบยินยอมในกรณีต่างๆ (กรณีผ่านที่ดินผู้อื่น) , สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านขอผู้ยินยอม
9.  ใบเสร็จค่าไฟฟ้าข้างเคียงของเสาที่จะติดตั้งมิเตอร์ (ถ้ามี)


การขอติดตั้งมิเตอร์ชั่วคราว (ใช้ในการก่อสร้าง,ปรับปรุงบ้าน)

หลักฐาน
1.  สำเนาทะเบียนบ้านที่อยู่ปัจจุบัน
2. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
3.  สำเนาใบอนุญาตก่อสร้าง (ถ้ายังไม่ได้ให้ถ่ายใบคำขอมาแทน)
4. โฉนดที่ดินสถานที่ขอใช้ไฟ
5.  หนังสือมอบอำนาจพร้อมติดอากรแสตมป์ 10 บาท (กรณีผู้ขอไม่มาดำเนินการ)
6. สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของผู้รับมอบอำนาจ
  หมายเหตุ  การขอมิเตอร์ชั่วคราวต้องเตรียมสายไฟฟ้าและคัทเอ้าท์หรือเบรกเกอร์ตามขนาดมิเตอร์มาในวันชำระเงินด้วย


การขอเพิ่มขนาดมิเตอร์ไฟฟ้า

หลักฐาน
1.  ใบเสร็จค่าไฟฟ้าเดือนสุดท้าย
2.  สำเนาทะเบียนบ้านหลังที่ทำการเพิ่มขนาด
3. สำเนาบัตรประชาชนเจ้าของบ้าน
4.  สำเนาทะเบียนบ้านที่อยู่ปัจจุบันของเจ้าของ
5.  หนังสือมอบอำนาจพร้อมติดอากรแสตมป์ 10 บาท (กรณีเจ้าของบ้านไม่มาดำเนินการ)
6.  สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของผู้รับมอบอำนาจ
7.  สัญญาซื้อขาย (กรณีเจ้าของไม่ได้เป็นเจ้าบ้าน)

การขอโอนเปลี่ยนชื่อผู้ใช้ไฟฟ้า

หลักฐาน
1.  สำเนาทะเบียนบ้านที่ติดตั้งการใช้มิเตอร์ไฟฟ้า
2.  สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านผู้รับโอน อย่างละ 1 ฉบับ
3.  สำเนาสัญญาซื้อขาย (กรณีซื้อขายบ้าน)
4.  สำเนาสัญญาเช่า (กรณีเช่าบ้าน) และสำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของผู้ให้เช่า
5.  สำเนาใบมรณะบัตร (กรณีผู้ใช้ไฟเสียชีวิต) และสำเนาใบจัดการมรดก
6.  สำเนาเอกสารการเปลี่ยนชื่อตัว – ชื่อสกุล (กรณีเปลี่ยนชื่อ-สกุล)
7.  หนังสือมอบอำนาจพร้อมติดอากรแสตมป์ 10 บาท (กรณีผู้โอนไม่มาดำเนินการ)
8.  สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของผู้รับมอบอำนาจ
9.  ใบเสร็จค่าไฟฟ้าเดือนสุดท้ายหรือเดือนไหนก็ได้
10. เงินค่าประกันตามขนาดมิเตอร์
* ถ้าต้องการใช้ไฟที่มีขนาดมากกว่า 30(100) แอมป์ 3 เฟส 4 สาย ต้องขอขยายเขตติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้า *

คลิ๊กขั้นตอนการขอขยายเขตระบบจำหน่ายแรงสูงและติดตั้งหม้อแปลง 

หรือสามารถดาว์นโหลด หลักเกณฑ์การขอใช้ไฟฉบับย่อได้ ที่นี่
ดาว์นโหลดแบบฟอร์มการร้องขอได้  ที่นี่
สำหรับผู้ใช้ไฟ ไม่ได้ติดต่อด้วยตนเองสามารถดาว์นโหลดหนังสือมอบอำนาจ ได้ที่นี่ หนังสือมอบอำนาจ (664)
การให้บริการแบบ One Touch Service ของ PEA Omnoi

ระบบไฟฟ้า 3 เฟสเพื่อการประหยัดค่าไฟฟ้า

ระบบไฟฟ้า 3 เฟสเพื่อการประหยัดค่าไฟฟ้า
ระบบไฟฟ้าที่ใช้กันทั่วไปตามบ้าน หลอดไฟและอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าโดยทั่วไปในบ้านเราใช้ไฟฟ้ากระแส สลับระบบ 1 เฟส ( 1- phase ) 2 สาย แรงดัน 220 โวลต์ ความถี่ 50 เฮิรตซ์ โดยสาย ไฟ 2 สายที่ใช้กันตามบ้านนี้ สายหนึ่งจะมีกระแสไฟฟ้าไหลอยู่หรือเรียกว่าสายเคอร์เรนต์ ( current line ) ส่วนอีกสายหนึ่งจะเป็นสายที่เดินไว้เฉยๆ ไม่มีกระแสไฟฟ้าไหลอยู่หรือเรียกว่า สายนิวทรัล ( neutral line ) ดังจะเห็นได้จากปลั๊กไฟตามบ้านที่เห็นมีช่องเสียบอยู่ 2 ช่องนั้น ถ้าเอาไขควงสำหรับตรวจกระแสไฟฟ้าลองวัดดูจะเห็นได้ว่าช่องหนึ่งจะมีไฟแดงปรากฏ แสดงว่าไม่ มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน แต่เมื่อเวลาใช้งานกับหลอดไฟหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าจำเป็นต้องใช้ร่วมกันทั้ง 2 สายเพื่อให้กระแสไฟฟ้าครบวงจรส่วนบางแห่งที่เห็นปลั๊กไฟมี 3 ช่องนั้นยังเป็นระบบไฟฟ้า แบบ 1 เฟสเหมือนกันแต่ช่องที่เพิ่มขึ้นมานั้นเป็นช่องที่ต่อกับสายดิน ( ground ) เพื่อให้กระแส ไฟฟ้าไหลลงดินเวลาเกิดไฟรั่วเป็นการเพิ่มความปลอดภัย และปลั๊กของอุปกรณ์ไฟฟ้าที่จะใช้กับ ระบบสายดินนี้จะเป็นปลั๊กแบบ 3 ขาซึ่งในต่างประเทศถือเป็นระบบมาตรฐานที่ใช้กันทั่วไป

ระบบไฟฟ้า 3 เฟสเป็นระบบไฟฟ้ากระแสสลับ 3 เฟส ( 3 - phase ) 4 สาย แรงดัน 380 โวลต์ ความถี่ 50 เฮิรตซ์ โดยที่ 3 สายจะเป็นสายที่มี กระแสไฟฟ้าไหลผ่าน โดยทั่วไประบบไฟฟ้า 3 เฟสเป็นระบบที่ไฟฟ้าที่ใช้กับเครื่องจักรต่างๆใน โรงงานอุตสาหกรรมเป็นส่วนใหญ่ เพราะเครื่องจักรเหล่านี้มักมีขนาดใหญ่จึงต้องการแรงดันไฟฟ้าที่สูง ไฟฟ้าระบบนี้ไม่สามารถนำมาใช้กับระบบแสงสว่างหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าตามบ้านได้โดยตรง มาถึงตรงนี้ หลายคนคงจะสงสัยว่าเมื่อระบบไฟฟ้า 3 เฟสไม่สามารถนำมาใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆตามบ้านได้ โดยตรงแล้วจะเอามาแนะนำกันเพื่ออะไร ข้อสงสัยนี้สามารถอธิบายได้โดยไม่ยาก กล่าวคือ การนำ ระบบไฟฟ้า 3 เฟสเข้ามาใช้ในบ้านนั้นมิได้เป็นการใช้ไฟฟ้าทั้ง 3 เฟสกับอุปกรณ์ไฟฟ้าแต่ละชิ้นโดย ตรง แต่เป็นการนำไฟฟ้า 3 เฟสนั้นมาแบ่งแยกให้เป็นระบบไฟฟ้า 1 เฟส 3 ชุด แล้วกระจายไป ตามจุดต่างๆที่มีการใช้ไฟฟ้า การกระจายจุดของการใช้งานเช่นนี้ทำให้ไฟฟ้าแต่ละเฟสไม่ถูกใช้งานมาก ถือเป็นการเฉลี่ยการใช้ไฟฟ้า ทำให้ประหยัดค่าไฟฟ้า เพราะการคิดอัตราค่าใช้ไฟฟ้าซึ่งมีหน่วยเป็น กิโลวัตต์ - ชั่วโมงจะคิดเป็นอัตราก้าวหน้า กล่าวคือยิ่งมีการใช้ไฟฟ้ามากก็จะยิ่งเสียค่าไฟฟ้าในอัตรา ที่สูงขึ้น ฉะนั้นการกระจาย การใช้ไฟฟ้าออกเป็น 3 ส่วนจากระบบไฟฟ้าที่นำเข้า 3 เฟสดังกล่าว จึงทำให้การใช้ไฟฟ้าในแต่ละส่วนหรือแต่ละเฟสน้อยลง จึงไม่ต้องเสียค่าไฟฟ้าในอัตราที่สูง


การนำระบบไฟฟ้า 3 เฟสมาใช้นั้นจะเสียค่าใช้จ่ายในตอนต้นค่อนข้างสูง เช่น ค่าติดตั้ง ค่าประกันการใช้ไฟฟ้า แต่สามารถประหยัดค่าใช้ไฟฟ้าได้ในระยะยาวฉะนั้นบ้านหรืออาคารที่ติดตั้ง ระบบไฟฟ้าดังกล่าวจึงควรเป็นบ้านหรืออาคารที่ค่อนข้างใหญ่ มีการใช้ไฟฟ้าหลายจุดและเป็นปริมาณ มากจึงจะคุ้ม ถ้าเป็นบ้านหรืออาคารที่มีขนาดเล็กและมีปริมาณการใช้ไฟฟ้าไม่มากควรติดตั้งระบบ ไฟฟ้าเฟสเดียวก็เพียงพอ


อย่างไรก็ตาม การเลือกว่าจะใช้ไฟฟ้าระบบไหนและใช้มิเตอร์ไฟฟ้าขนาดเท่าใดนั้นจำเป็น จะต้องปรึกษาผู้มีความรู้ทางด้านนี้โดยตรง ซึ่งอาจจะเป็นวิศวกรไฟฟ้า ผู้รับเหมา หรือช่างไฟฟ้า โดยที่เจ้าของบ้านเองก็ต้องวางแผนเกี่ยวกับปริมาณไฟฟ้าที่ต้องใช้เอาไว้ว่าต้องการใช้ไฟฟ้ามากน้อย แค่ไหน โดยอาจจะปริมาณจากจำนวนดวงไฟ รวมทั้งประเภทและจำนวนของอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ที่คาดว่าต้องการจะใช้ เพื่อ จะได้เลือกระบบไฟฟ้าและขนาดของมิเตอร์ไฟฟ้าที่จะติดตั้งได้อย่างถูก ต้องเหมาะสม


โดยปกติขนาดของมิเตอร์ไฟฟ้าที่จะขอติดตั้งได้จะมีขนาด 5(15) , 15(45) ,30(100) และ 50(150) แอมแปร์ ซึ่งเป็นระบบไฟฟ้าเฟสเดียว ตัวเลขที่อยู่ด้านซ้ายนอกวงเล็บหมายถึงกระแส ไฟฟ้าปกติสำหรับการใช้งานของระบบไฟฟ้าขนาดนั้นๆ ส่วนตัวเลขด้านขวาที่อยู่ภายในวงเล็บ หมายถึงกระแสไฟฟ้าสูงสุดที่ระบบไฟฟ้าสามารถทนได้ เช่น มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 15(45) แอมแปร์ หมายความว่าขนาดของระบบไฟฟ้าที่ติดตั้งไว้สามารถรองรับการใช้งานของอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ โดย รวมได้ 15 แอมแปร์อย่างปลอดภัยภายใต้สภาวะการใช้งานตามปกติ แต่จะสามารถทนกระแส ไฟฟ้าสูงสุดได้ถึง 45 แอมแปร์ในบางครั้งบางคราวเป็นระยะเวลาสั้นๆ เช่น ในขณะที่เปิดเครื่อง ปรับอากาศใหม่ๆ เครื่องปรับอากาศจะกินกระแสไฟฟ้ามากกว่าปกติ ถึงแม้ว่ากระแสไฟฟ้าที่ใช้โดย รวมในช่วงเวลานั้นอาจจะสูงเกินกว่าระดับปกติบ้าง แต่ถ้าเป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ ก็จะไม่ก่อให้เกิด ปัญหาต่อระบบไฟฟ้าหรือการใช้ไฟฟ้าแต่ประการใด โดยปกติถ้าเป็นบ้านขนาดเล็กที่มีการติดตั้ง ดวงไฟและปลั๊กไฟเพียงไม่กี่จุดอาจใช้มิเตอร์ไฟฟ้าขนาดแค่ 15(15) แอมแปร์ก็เพียงพอ ถ้ามี เครื่องปรับอากาศ 1-2 เครื่องก็อาจใช้มิเตอร์ไฟฟ้าขนาด 15(45) แอมแปร์ แต่ถ้าเป็นบ้านที่มีการ ใช้ไฟฟ้ามาก เช่น มีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศหลายเครื่องก็อาจจะต้องใช้ มิเตอร์ไฟฟ้าขนาด 50(150) แอมแปร์ หรือบ้านที่มีปริมาณการใช้ไฟฟ้ามากขึ้นไปอีกก็ควรจะพิจารณาขอติดตั้งระบบ ไฟฟ้า 3 เฟส ซึ่งระบบดังกล่าวจะทำให้ได้ไฟฟ้าที่มีขนาดเป็น 3 เท่าของไฟฟ้าระบบเฟสเดียวตาม ขนาดตัวเลขแอมแปร์ข้างต้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือเทียบเท่ากับได้ระบบไฟฟ้าเฟสเดียวตามขนาดตัว เลขแอมแปร์ข้างต้นเป็นจำนวน 3 ชุดนั่นเอง เช่น ถ้าติดตั้งระบบไฟฟ้า 3 เฟส 4 สาย 30(100) แอมแปร์ 380 โวลต์ 1 ชุด ก็เทียบเท่ากับติดตั้งระบบไฟฟ้า 1 เฟส 2 สาย 30(100) แอมแปร์ 220 โวลต์ 3 ชุดนั่นเอง 



จากตัวอย่างและข้อเปรียบเทียบต่างๆ ข้างต้นอาจเห็นได้ว่าการเลือกระบบและขนาด ของมิเตอร์ไฟฟ้าที่จะใช้อาจมีทางเลือกหลายอย่าง โดยที่ทำให้ได้ขนาดของไฟฟ้าที่สามารถนำไป ใช้งานได้ใกล้เคียงเช่น ถ้าติดตั้งระบบไฟฟ้า 3 เฟส 4 สาย ขนาด 15(45) แอมแปร์ 380 โวลต์ จะได้ขนาดของไฟฟ้าใกล้เคียงกับการติดตั้งระบบไฟฟ้า 1 เฟส 2 สาย ขนาด 50(150) แอมแปร์ 220 โวลต์ เพียงแต่การขอระบบไฟฟ้า 3 เฟสนั้นจะมีขั้นตอนที่ยุ่งยากและเสียค่า ใช้จ่ายสูงกว่าในตอนต้น แต่จะประหยัดค่าไฟฟ้าในระยะยาว ในขณะที่การขอระบบไฟฟ้าเฟส เดียวจะสะดวกและเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าในตอนต้น แต่จะสิ้นเปลืองค่าไฟฟ้ามากกว่าในระยะยาว โดยทั่วไปถ้าไม่มีการกำหนดหรือระบุถึงความต้องการเป็นกรณีพิเศษแล้วผู้รับเหมาก่อสร้างหรือช่าง ไฟฟ้าก็มักจะขอติดตั้งระบบไฟฟ้า เฟสเดียวให้โดยไม่คำนึงถึงว่าบ้านนั้นจะมีปริมาณการใช้ไฟฟ้ามาก หรือน้อยเพียงใด เพราะเป็นการสะดวกและประหยัดในตอนต้น ฉะนั้นถ้าผู้ใดที่กำลังปลูกบ้านและ เห็นว่าการใช้ระบบไฟฟ้า 3 เฟสจะเป็นประโยชน์และเป็นผลดีต่อไปก็ควรจะกำหนดหรือระบุเอาไว้ เสียตั้งแต่แรก
การติดตั้งระบบไฟฟ้า 3 เฟสนั้นมีข้อสังเกตและข้อควรระวังบางประการกล่าวคือ เนื่อง จากระบบไฟฟ้า 3 เฟสที่นำมาใช้จะถูกแยกให้กลายเป็นระบบไฟฟ้าเฟสเดียว 3 ชุดเพื่อนำมาใช้ งานกับอุปกรณ์ไฟฟ้าตามจุดต่างๆ ถ้าไฟฟ้าแต่ละสายที่แยกไปใช้งานตามจุดต่างๆ นั้นมีปริมาณการ ใช้งาน ( load ) ที่สมดุลกันหรือใกล้เคียงก็ย่อมจะเป็นการประหยัดค่าไฟฟ้าได้ดี แต่ถ้าปริมาณการ ใช้งานในแต่ละสายไม่สมดุลกันหรือแตกต่างกันมาก สายที่มีปริมาณการใช้งานสูงก็จะเสียค่าไฟฟ้า มากเนื่องจากต้องเสียค่าไฟฟ้าในอัตราที่สูงขึ้นโดยคิดในอัตราก้าวหน้าตามปริมาณการใช้ไฟฟ้า ทำ ให้ค่าไฟฟ้าโดยส่วนรวมพลอยสูงขึ้นไปด้วย อย่างเช่นการที่สายไฟสายหนึ่งถูกนำไปใช้กับเครื่อง ปรับอากาศหรือเครื่องทำน้ำร้อนหลายๆ เครื่อง ในขณะที่อีกสองสายถูกนำไปใช้กับดวงไฟและปลั๊ก ไฟเพียงไม่กี่จุดเช่นนี้แล้วสายที่มีปริมาณการใช้งานสูงก็จะทำให้ต้องเสียค่าไฟฟ้าในอัตราที่สูง และ ยังอาจก่อให้เกิดปัญหาของการใช้ไฟฟ้าดังกล่าวเพื่อให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าในแต่ละสายเฉลี่ยใกล้เคียง กันหรือสมดุลกัน จะช่วยให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้งาน ป้องกันไม่ให้สายไฟบางสายต้องรับ ภาระในการใช้งานมากเกินไป ทำให้เกิดความปลอดภัยในการใช้งานและช่วยให้สามารถประหยัดค่า ไฟฟ้าอย่างได้ผลดีอีกด้วย
อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญและควรต้องระวังอย่างยิ่งก็คือ การแยกระบบไฟฟ้า 3 เฟสออกเป็น 3 ชุดเพื่อนำไปใช้งานตามจุดต่างๆ นั้น สายไฟแต่ละคู่ที่เดินไว้สำหรับการใช้งานตามจุดต่างๆ นั้นจะต้องเป็นระบบไฟฟ้าเฟสเดียวเท่านั้น นั่นคือสายไฟแต่ละคู่ที่เดินแยกออกมาจะต้องมีสายไฟ เพียงเส้นเดียวเท่านั้นที่มีกระแสไฟฟ้าไหลอยู่ ส่วนอีกเส้นหนึ่งจะต้องไม่มีกระแสไฟฟ้า เป็นอย่าง นี้คู่กันเสมอ และจะต้องไม่เดินสายที่มีกระแสไฟฟ้าไหลอยู่ทั้ง 2 เส้นคู่กันเป็นอันขาดเพราะจะทำ ให้แรงดันไฟฟ้า ณ จุดนั้นกลายเป็น 380 โวลต์ ซึ่งจะมีผลทำให้ดวงไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ที่ใช้งาน ณ จุดนั้นเกิดการชำรุดเสียหาย และยังอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้อีกด้วย ฉะนั้นหลัง จากการเดินสายไฟภายในบ้านควรมีการทดลองสายไฟที่เดินไว้ตามจุดใช้งานทุกจุดอย่างถี่ถ้วนว่าเป็น ระบบไฟฟ้าเฟสเดียวเพื่อป้องกันปัญหาและอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้

Sunday, October 16, 2011

แบบบ้านชั้นเดียวเล่นระดับ หรือ บ้านชั้นเดียวยกสูง

บ้านชั้นเดียวเล่นระดับ หรือ บ้านชั้นเดียวยกสูง นั้นมีข้อดีกว่าบ้านชั้นเดียวแบบไม่เล่นระดับอยู่หลายประการค่ะ




ประการแรกคือ เราสามารถแบ่งพื้นที่การใช้สอยห้องต่าง ๆ ได้ง่ายและลงตัวกว่า อีกทั้งการยกใต้ถุนสูง หรือยกพื้นสูง ยังทำให้มีอากกาศถ่ายเทไหลเวียนบริเวณใต้ถุนบ้าน ทำให้บ้านเย็นขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการทำให้บ้านเย็นขึ้นต้องประกอบด้วยปัจจัยหลายอย่างนะคะ เช่น ทำหลังคาทรงสูง จั่วสูง ใส่ฉนวนกันความร้อนเหนือฝ้าเพดาน จะสังเกตุได้ว่า บ้านไม้ที่มีใต้ถุนสูงในสมัยก่อน จะเย็นกว่าบ้านปูนสมัยนี้ค่ะ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้น อีกทั้งด้วยความที่พื้นบ้านเป็นไม้กระดานแบบเปิดร่อง ลมเลยพัดผ่าน ไหลเวียนได้ง่าย ไม่เก็บกักความร้อน




วันนี้ได้นำ แบบบ้าน ตัวอย่างบ้านชั้นเดียวเล่นระดับ มาฝากกันค่ะ มาดูกันนะคะ ว่าแบบบ้านแบบไหนจะถูกใจเพื่อน ๆ บล้อกบ้านแสนรักกันบ้าง :)





























































































































Wednesday, October 5, 2011

Casa del Campo บ้านกลางทุ่ง (ดอกไม้),


เรา ออกจากตัวเมืองเชียงใหม่ตั้งแต่เช้าตรู่มุ่งหน้าไปยังอำเภอแม่ริม ถนนสายเล็กๆตัดเข้าไปยังหมู่บ้านทุ่งข้าวหอม ผ่านทั้งนาข้าวและสวนไม้ตัดดอกที่ปลูกเป็นแปลงกว้างกำลังออกดอกสีขาวสะพรั่ง เต็มทุ่ง เมื่อเลาะเลียบมาตามคลองชลประทานได้ระยะหนึ่ง เราก็มาถึงหน้าบ้านกำแพงสีส้มติดตัวอักษรเป็นคำว่า “Casa del Campo” จุดหมายของเราในครั้งนี้

Casa del Campo บ้านกลางทุ่ง (ดอกไม้) - สวนสวย - จัดสวน - baanlaesuan

คุณมิ้น –มีนา กัลมาพิจิตร เจ้าของบ้าน เล่าถึงความหมายของคำที่ติดบนรั้วหน้าบ้านว่ามาจากภาษาสเปน เพราะเธอเคยเป็นไกด์ภาษาสเปนมานานกว่าสิบปี ทั้งยังเคยไปเรียนภาษาเพิ่มเติมที่นั่น หลายสิ่งจากความทรงจำในช่วงนั้นจึงปรากฏตามส่วนต่างๆของการตกแต่งบ้านซึ่งมี กลิ่นอายสเปนผสมผสานกับความเป็นไทยได้อย่างลงตัว
Casa del Campo บ้านกลางทุ่ง (ดอกไม้) - สวนสวย - จัดสวน - baanlaesuan

“อ่านว่า ‘กาซ่า เดล กัมโป้’ ค่ะ ‘กาซ่า’ แปลว่า บ้าน ส่วน ‘กัมโป้’ คือ ทุ่งนา ฟาร์ม ไร่ พี่เห็นว่าชื่อนี้เข้ากับบ้านดีเพราะรอบๆยังเป็นทุ่งนาอยู่ แต่สมัยก่อนหมู่บ้านนี้ชื่อ ‘ทุ่งข้าวเน่า’ เพราะโดนน้ำท่วมทุกปี ข้าวในนาจึงเน่าเสียหายหมด ตอนหลังมีเขื่อนแม่งัด น้ำจึงไม่ท่วมหมู่บ้านนี้อีก เลยเปลี่ยนเป็นชื่อ ‘ทุ่งข้าวหอม’ เมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง

Casa del Campo บ้านกลางทุ่ง (ดอกไม้) - สวนสวย - จัดสวน - baanlaesuan Casa del Campo บ้านกลางทุ่ง (ดอกไม้) - สวนสวย - จัดสวน - baanlaesuan





“พี่ชอบต้นไม้ดอกไม้มาตั้งแต่เด็ก ตอนเป็นวัยรุ่นเพิ่งทำงานใหม่ ๆ ถ้าช่วงไหนไม่มีเงิน ห้ามไปร้านหนังสือแล้วก็ร้านต้นไม้ เพราะจะหมดเงินเยอะ (หัวเราะ) เมื่อก่อนยังอยู่บ้านทาวน์เฮ้าส์ในเมือง ที่ก็ไม่ค่อยมีนะแต่ก็พยายามหาต้นไม้มาลง คิดว่าถ้ามีบ้านก็อยากมีบ้านที่ปลูกต้นไม้ได้เยอะๆ โชคดีได้ที่ตรงนี้ พื้นที่เดิมมีประมาณสองงานกว่า ตอนหลังซื้อเพิ่มอีกสองงานอยู่ด้านหลังบ้าน แต่ที่ดินไม่ติดกันมีคลองคั่นอยู่ เราก็ทำสะพานเดินข้ามไปได้
Casa del Campo บ้านกลางทุ่ง (ดอกไม้) - สวนสวย - จัดสวน - baanlaesuanCasa del Campo บ้านกลางทุ่ง (ดอกไม้) - สวนสวย - จัดสวน - baanlaesuan

“เดิมทีคลองหลังบ้านเป็นน้ำเหมืองไหลแรง มีหาดทรายเล็กๆด้วย ตอนหลังพอมีการทำคลองชลประทานมันก็ซ้อนทับกัน น้ำคลองก็เลยไม่ไหล แต่ระดับน้ำก็ขึ้นลงตามน้ำข้างหน้า แถวนี้ระบบชลประทานดีค่ะ เพราะเป็นเครือข่ายร่องน้ำ ชาวนาจึงมีน้ำใช้ตลอด แต่เดี๋ยวนี้ก็เปลี่ยนจากปลูกข้าวไปปลูกดอกไม้กันมากขึ้น พวกเบญจมาศ แอสเตอร์เล็กๆสีขาว ถ้ามาตอนกลางคืนนะ เขาจะให้ไฟดอกไม้สว่างไสวไปหมด จะปิดก็ประมาณสามถึงสี่ทุ่ม มีบางช่วงที่ชาวสวนเรียกว่า ‘ช่วงหิมะตก’ คือไม่มีคนมาซื้อ ดอกไม้ก็บานขาวโพลนเต็มหมู่บ้านไปหมด ช่วงไหนหิมะตกชาวสวนก็แย่เลย”
Casa del Campo บ้านกลางทุ่ง (ดอกไม้) - สวนสวย - จัดสวน - baanlaesuan

คุณมิ้นเล่าถึงที่มาที่ไปตลอดจนภาพวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นให้ฟัง เรื่อยๆ เราเดินชมสวนกันไปพลางแลกเปลี่ยนความรู้ต่อกัน แม้คุณมิ้นจะมาอยู่ที่นี่ได้เพียง 5 ปี แต่ต้นไม้หลายต้นก็เจริญเติบโตสูงใหญ่ราวกับอยู่มานานนับสิบปี
Casa del Campo บ้านกลางทุ่ง (ดอกไม้) - สวนสวย - จัดสวน - baanlaesuan


“พื้นที่เดิมไม่มีต้นไม้ใหญ่เลยค่ะ ที่เห็นคือพี่นำมาปลูกเองทั้งหมด มีลมแล้งตอนปลูกใหม่ๆ ต้นก็อยู่เท่าเดิมเป็นปี แต่พอได้โตก็โตขึ้นพรวดๆเลย อย่างปีบ ตอนเอามาลงต้นสูงประมาณหัวเท่านั้นเอง ซอมพอ (ซอมพอ คือต้นหางนกยูงไทย แต่คนเหนือส่วนใหญ่นิยมเรียกหางนกยูงฝรั่งว่าซอมพอเช่นกัน) หลังบ้าน ปลูกตั้งแต่สูงศอกหนึ่ง รากก็ไม่มี เพราะพี่ดึงมาคิดว่าตายแน่ๆ ปลูกทิ้งปลูกขว้างไปอย่างนั้น ปรากฏว่าตอนนี้ตัดทิ้งไปไม่รู้กี่ครั้ง โตเร็วมาก ตะแบกหน้าบ้านก็ปลูกเอง ตอนเอามาปลูกต้นนิดเดียว ตอนแรกไม่กล้าปลูกเพราะมีสายไฟ ก็ถามทางเจ้าหน้าที่ดูแลต้นไม้ริมถนนของอบต.ว่าปลูกได้ไหม บังเอิญเขาคงชอบต้นไม้เหมือนกัน เขาก็บอกไม่เป็นไรพี่ปลูกเลย เดี๋ยวเป็นหน้าที่พวกผมคอยตัดแต่งเอง ทุกวันนี้ชาวบ้านผ่านไปมา หรือเจ้าหน้าที่มาซ่อมสายไฟสายโทรศัพท์ก็ได้ร่มเงาไว้นั่งพัก เราก็ดีใจ”

Casa del Campo บ้านกลางทุ่ง (ดอกไม้) - สวนสวย - จัดสวน - baanlaesuan Casa del Campo บ้านกลางทุ่ง (ดอกไม้) - สวนสวย - จัดสวน - baanlaesuan

บริเวณบ้านซึ่งประกอบด้วยสำนักงานจัดทำของที่ ระลึกและนำไปขายที่ปางช้างแม่สา กิจการของครอบครัวสามี คุณเอ๋-เชิดศักดิ์ กัลมาพิจิตร มีการจัดสวนแบบง่าย ๆ โดยปลูกทองกวาวต้นใหญ่ข้างบันได ออกดอกสีแดงอมส้มสวยทุกปี โดยเฉพาะช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ถัดเข้าไปด้านในเป็นบริเวณบ้าน จัดสวนในสไตล์คอตเทจ เน้นความเป็นธรรมชาติของพรรณไม้หลากชนิดปลูกผสมรวมกัน ดอกไม้หลากสีและไม้ใบปลูกแซมกันไปอย่างกลมกลืน ดูรับกับตัวบ้านซึ่งทำเป็นทรงโดมแปดเหลี่ยมและทาสีเหลืองอมน้ำตาลตามแบบฉบับ บ้านในสเปน
Casa del Campo บ้านกลางทุ่ง (ดอกไม้) - สวนสวย - จัดสวน - baanlaesuanCasa del Campo บ้านกลางทุ่ง (ดอกไม้) - สวนสวย - จัดสวน - baanlaesuan

“บ้านทางสเปนจะออกสีธรรมชาติ สีน้ำตาลจะเป็นสีหินเก่าๆ มีหินประดับผนัง มีช่องประตูโค้ง จริงๆบ้านหลังนี้เราหยิบยืมกลิ่นอายมาตามที่เราชอบ สวนก็มาทำตอนหลัง จัดสวนเองคนเดียว แต่สามีจะมีหน้าที่รดน้ำต้นไม้ พี่อยู่กับต้นไม้ทุกวัน ต้นไหนเปลี่ยนไปก็จะรู้เพราะเป็นคนปลูกเอง อะไรขึ้นตรงไหนเราก็จำได้ แต่ต้องยอมรับว่าเป็นไปไม่ได้ที่สวนจะออกมาสวยทุกวัน หรือบางต้นตายไปแล้ววันดีคืนดีก็ขึ้นมาใหม่ เมล็ดปลิวไปตกตามขอนไม้ ซอกหินบ้าง หรือไหลยังอยู่ก็งอกมาใหม่”


ต้นไม้หลายต้นขึ้นตามซอกต่าง ๆอย่างเป็นธรรมชาติ แอฟริกันไวโอเล็ตออกดอกสีม่วงสะพรั่งเต็มกระถางใบน้อยซึ่งวางประดับตามมุม ต่าง ๆ โคลงเคลงเลื้อยก็เลื้อยขึ้นคลุมม้านั่งในสนามอย่างเป็นกันเอง เราชื่นชมดอกไม้กันพักใหญ่ เด็กฝาแฝดชายหญิงตัวน้อย น้องอินดี้-เด็กชายหงสา และน้องซอมพอ-เด็กหญิงส่องหล้า ก็วิ่งออกมาจากบ้านในชุดนักเรียนไปนั่งดูต้นคุณนายตื่นสายหน้าบ้านอย่าง ตั้งใจ
 Casa del Campo บ้านกลางทุ่ง (ดอกไม้) - สวนสวย - จัดสวน - baanlaesuanCasa del Campo บ้านกลางทุ่ง (ดอกไม้) - สวนสวย - จัดสวน - baanlaesuan
“น้องซอมพอจะชอบต้นไม้มาก ก่อนไปโรงเรียนต้องวิ่งไปดูคุณนายตื่นสาย เพราะพี่จะบอกเลยว่าถ้าวันไหนตื่นมาแล้วไปโรงเรียนตอนคุณนายตื่นสายบานแล้ว แสดงว่าหนูสายแล้ว ต้องไปก่อนที่คุณนายตื่นสายจะบาน พอจะขึ้นรถเขาก็จะมาดูทีหนึ่ง โอเคยังไม่บานวันนี้ใช้ได้ หรือบางวันทั้งพี่ทั้งน้องก็ชอบไปเก็บลูกหม่อนในสวนกินกัน”

Casa del Campo บ้านกลางทุ่ง (ดอกไม้) - สวนสวย - จัดสวน - baanlaesuanCasa del Campo บ้านกลางทุ่ง (ดอกไม้) - สวนสวย - จัดสวน - baanlaesuan

หลังจากโบกมือลาเด็กๆไป โรงเรียนเรียบร้อย เราสังเกตเห็นดอกคุณนายตื่นสายค่อยๆทยอยบานเต็มที่ กล้าไม้ต้นเล็กแทงยอดอ่อนๆยืดเหยียดรับแสงพร้อมเติบโตทดแทนต้นที่จากไป เช่นเดียวกับดอกไม้ในสวนอีกหลายต้นที่ผลัดกันโรยและบานสลับกันไปตลอดทั้งปี เป็นวัฏจักรแห่งความงดงามของธรรมชาติที่จัดกันเองอย่างเหมาะเจาะจริงๆ

Casa del Campo บ้านกลางทุ่ง (ดอกไม้) - สวนสวย - จัดสวน - baanlaesuanCasa del Campo บ้านกลางทุ่ง (ดอกไม้) - สวนสวย - จัดสวน - baanlaesuan

เรื่อง: “วรัปศร”

ภาพ : สิทธิศักดิ์ น้ำคำ

เจ้าของ-ออกแบบ: คุณมีนา-คุณเชิดศักดิ์ กัลป์มาพิจิตร

Tuesday, October 4, 2011

ไอเดียซุ้มไม้ระแนง หน้าบ้าน

การตกแต่งบ้านด้วยไม้ระแนงสามารถทำได้อย่างหลากหลาย ขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบของผู้ผลิตงาน โดยเฉพาะงานไม้ระแนงนั้นที่สามารถนำไปประยุกต์กับงานได้หลายรูปแบบ อย่างไม้ระแนงบังตา ฉากกั้นไม้ระแนง พื้นไม้ระแนง รั้วไม้ระแนง ซุ้มไม้ระแนง หรืออาจทำข้าวของเครื่องใช้ด้วยไม้ระแนงก็ได้เช่น กล่องเก็บเครื่องมือ กล่องเก็บของเล่นของเด็กๆ ภายในบ้านซึ่งเราจะเห็นได้ว่างานไม้ระแนงนั้นสามารถนำมาตกแต่งและใช้งานได้อย่างหลากหลาย ไม่จำเป็นต้องจำกัดงานไม้ระแนงสำหรับงานรั้วงานเฟอร์นิเจอร์อื่น เพียงอย่างเดียว สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการตกแต่งบ้านได้อย่างง่ายดาย เพราะไม้ระแนงนั้นมีเสน่ห์ในความเป็นธรรมชาติและการสื่ออารมณ์ที่อ่อนโยนของงานไม้ออกมาได้ดีจึงทำให้การตกแต่งบ้านด้วย ไม้ระแนงนั้นมีความนิยมกันมากขึ้น สำหรับภายนอกบ้านเราก็สามารถนำไม้ระแนงมาตกแต่งได้เป็นอย่างดีเช่น ซุ้มไม้ระแนง ทางเดินไม้ระแนงสำเร็จรูปภายในสวน เก้าอี้ไม้ระแนงศาลาไม้ระแนงสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ เป็นต้น



















Tips Decor.กำจัดกลิ่น ห้องครัว

Tips Decor.กำจัดกลิ่น ห้องครัวที่สวยงาม ใช้ไปนาน ๆ บ่อยๆ ทั้งเตา ตู้ อุปกรณ์ ภาชนะต่างก็มีกลิ่นฝังลึก ติดแน่น กลิ่นเหล่านี้กำจัดได้ง่ายๆ ค่ะ.ห้องครัวที่สวยงาม ใช้ไปนาน ๆ บ่อยๆ ทั้งเตา ตู้ อุปกรณ์ ภาชนะต่างก็มีกลิ่นฝังลึก ติดแน่น กลิ่นเหล่านี้ ไม่แค่ทำให้ไม่อยากใช้งานต่อไป แต่ยังก่อเกิดเชื้อโรคได้ง่าย ๆ แต่ก็มีวิธีง่ายๆ อีกเหมือนกันที่จะกำจัด ขจัดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์เหล่านี้ให้พ้นจมูก




1. กลิ่นบูดถ้วยชาม



ใช้สารส้มผสมเกลือเท่าๆ กัน ใส่ในอ่างล้างจาน เติมน้ำร้อนลงไปแช่ไว้สัก 15 นาที รอให้น้ำเย็นลง จึงล้างถ้วยชามให้สะอาดอีกครั้ง



2. กลิ่นเผ็ดในครก



กลิ่นพริกที่ยังค้างคาครก ทำให้ไม่สามารถไปตำอย่างอื่นได้ ให้ใช้หยวกกล้วยน้ำว้าหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ โขลกสักพักแล้วล้างน้ำออก



3. กลิ่นคาวติดมีด



ให้ทำความสะอาดทันทีที่ใช้มีดหั่นของคาว จากนั้นใช้น้ำมะนาวล้างมีดอีกครั้ง หรือนำเปลือกมะนาวที่คั้นน้ำแล้วมาถูที่มีด ก่อนจะนำมีดนั้นไปหั่นผัก ผลไม้ต่อไป



4. กลิ่น..เขียง



ใช้มีดขูดเขียงให้เศษอาหารที่ติดอยู่หลุดออกก่อนทำความสะอาด แต่ถ้ามีกลิ่นตกค้าง ให้ใช้เปลือกมะนาวถูให้ทั่วเขียง แล้วจึงทำความสะอาดอีกครั้ง



5. กลิ่นคาวตู้เย็น



ใช้กาแฟหรือกากกาแฟที่คั้นแล้ววางไว้ในตู้ เพราะกาแฟมีคุณสมบัติดูดซับกลิ่นได้เป็นอย่างดี หรือใช้โซดาไบคาร์บอเนตเทใส่ถ้วยวางไว้ 2 จุดในตู้ที่ถ่ายของออกหมดแล้ว โซดาไบคาร์บอเนตจะช่วยดูดกลิ่นเหม็นได้



6. กลิ่นอาหารในไมโครเวฟ



ใช้ใบชาใส่น้ำพอท่วม วางไว้ในเตาไมโครเวฟ เปิดไฟให้น้ำร้อนแล้วปิดไฟ และปล่อยใบชาทิ้งไว้ในตู้ไมโครเวฟข้ามคืนกลิ่นจะจางไป แต่ถ้ายังไม่หมดกลิ่นก็ให้ทำซ้ำอีกจนกว่าจะกลิ่นจะหายไป



7. กลิ่นติดภาชนะ



ใช้น้ำส้มสายชู น้ำมะนาว หรือกาชากมาเช็ดถูภาชนะที่มีกลิ่นนั้น แล้วกลิ่นจะค่อยๆหมดไป



8. กลิ่นในขวดน้ำ



เทน้ำร้อนลงขวด ตามด้วยเบคกิ้งโซดา (โซดาทำอาหาร) ลงประมาณ 1 ช้อนโต๊ะแล้วทิ้งไว้ข้ามคืน แล้วค่อยเทออก ล้างให้สะอาด ปล่อยให้แห้ง กลิ่นก็จะหายไป



9. กลิ่นอาหารติดมือ



จากการปอกกระเทียม หอม ให้ใช้ยาสีฟันเล็กน้อยผสมสบู่ทาตรงรอยเปื้อนแล้วล้างน้ำออก



10. กลิ่นอับในครัว

ใช้ผงกาแฟโรยลงบนถ่าน พอเป็นควันให้ปิดประตูหน้าต่างอบไว้ ใช้เกลือป่นหรือผงถ่านละเอียดโรยตามที่มีกลิ่นเหม็น แล้วกลิ่นต่าง ๆ ก็จะหายไป



11. กลิ่นไหม้หม้อ



กลิ่นไหม้ติดหม้อ กระทะที่ขัดแล้ว กลิ่นก็ยังอยู่ ให้ใช้เกลือป่นขัดถูให้ทั่วแล้วล้างออก กลิ่นไหม้ก็จะหมดไป



12. กลิ่นอับในตู้กับข้าว



ใช้ปูนขาวเทใส่ภาขนะ แล้ววางไว้มุมใดมุมหนึ่งของตู้ ปูนขาวจะช่วยดูดกลิ่นอับให้จางหายภายใน 5-6 ชั่วโมง และจะดูดกลิ่นให้หมดภายใน 2-3 วัน

.



Popular Posts