บ้านเดี่ยว พร้อมอยู่บนทำเลธุรกิจ โดย กรุงศรีพร็อพเพอร์ตี้
กรุงศรีพร็อพเพอร์ตี้ ขอเสนอขาย บ้านเดี่ยว คุณภาพบนทำเลทองทั่วประเทศไทย ไม่ว่าท่านจะเป็นผู้ซื้อทั่วไป นักลงทุนและผู้ประกอบการ หากท่านต้องการซื้อ บ้านเดี่ยว ราคาถูก มาหาเราที่กรุงศรีพร็อพเพอร์ตี้ เราพร้อมช่วยให้ข้อมูลและคำแนะนำเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์รอการขายทั่วประเทศไทย โดยทีมงานมืออาชีพด้านการขาย พร้อมสินเชื่อวงเงินพิเศษสำหรับผู้กู้ทุกคน
กรุงศรีพร็อพเพอร์ตี้ เรามุ่งบริการชั้นหนึ่งเพื่อความพอใจสูงสุดของผู้ซื้อทุกคน
http://www.krungsriproperty.com/
Friday, October 8, 2010
การประเมินกำลังเงินว่าจะซื้อบ้าน และผ่อนบ้านได้หรือไม่
--------------------------------------------------------------------------------
โดยทั่วไปผู้ซื้อบ้านมักจะมีเงินเก็บออมส่วนหนึ่ง ซึ่งมักจะไม่เพียงพอที่จะซื้อบ้านได้ด้วยเงินสด ดังนั้น
เงินที่ขาดจึงต้องอาศัย...้เอาจากธนาคาร หรือสถาบันการเงินต่างๆแต่เนื่องจากสถาบันเหล่านี้มักจะให้...้เพียง
ประมาณร้อยละ 70-80 ของราคาซื้อขาย หรือมูลค่าประเมินของบ้าน (พร้อมที่ดิน)
ดังนั้น ผู้ซื้อบ้านจะต้องมีเงินเก็บออมอย่างน้อยร้อยละ 20-30 ของราคาบ้านจึงจะสามารถ...้เงินและซื้อบ้านได้
เงินที่เก็บออมร้อยละ 20-30 นี้เอง ที่ผู้ซื้อมักจะต้องจ่ายเป็น "เงินดาวน์" ในการซื้อบ้าน หากบ้านยังสร้างไม่เสร็จ
เจ้าของโครงการมักจะให้เราผ่อนเป็นงวดๆได้ในเวลาประมาณ 5-18 เดือน ในการวางแผนการเงินเพื่อซื้อบ้าน
คุณอาจเริ่มต้นจากวิธีใดวิธีหนึ่งใน 2 วิธี คือ
วิธีที่หนึ่ง คุณทราบราคาบ้านที่จะขายแล้วมาคำนวณว่าคุณจะซื้อและผ่อนได้หรือไม่ ? วิธีการนี้ เริ่มมาจากการที่มีผู้เสนอขายบ้านให้คุณ หรือคุณทราบ "ราคาบ้าน" ที่ประกาศขายว่าเป็นเงินเท่าใดแล้ว คุณมีข้อสงสัยว่าคุณมีเงินพอที่ซื้อหรือผ่อนบ้านนั้นได้หรือไม่ ในการประมาณการทางการเงิน คุณจะต้องเริ่ม โดยพิจารณาว่า คุณมีเงินเก็บออมหรือมีเงินดาวน์พอที่จะจ่ายให้กับเจ้าของโครงการหรือไม่ คุณต้อง...้เงินจากธนาคารในวงเงินสูงสุดได้เท่าใด และจะต้องผ่อนชำระเงินงวดเดือนละเท่าใด คุณสามารถผ่อนได้หรือไม่
ตัวอย่างเช่น หากคุณเล็งที่จะซื้อบ้านที่ราคาถูกประเภททาวน์เฮาส์ ขณะนี้ ราคาประมาณ 625,000 บาท หากธนาคารให้...้ร้อยละ 80 ของราคาขาย นั่นหมายความว่าให้...้ได้เป็นเงิน 500,000 บาท ส่วนที่เหลือคือจำนวนเงิน 125,000 บาท คุณจะต้องมีเงินเก็บหรือต้องผ่อนดาวน์มาแล้ว ซึ่งอย่างน้อยที่สุดคือร้อยละ 20 ของราคาบ้านที่จะซื้อนั่นเอง การ...้เงินจำนวน 500,000 บาท หากคุณต้องผ่อนชำระนาน 20 ปี ก็จะต้องผ่อนประมาณเดือนละ 3,728 บาท หากธนาคารคิดดอกเบี้ยร้อยละ 6.5 ต่อปี (แต่ถ้าอัตราดอกเบี้ยสูงกว่านี้ เงินงวดรายเดือนก็จะสูงตามไปด้วย) และหาก...้ระยะเวลาสั้นลงเท่าใด เงินงวดก็จะสูงมากขึ้นเท่านั้น เช่น หากเลือก...้นาน 15 ปี หรือ 10 ปี เงินงวดก็จะเพิ่มมากขึ้นเป็นเดือนละ 4,356 บาท และ 5,677 ตามลำดับ
เมื่อทราบจำนวนเงินที่จะต้องผ่อนเดือนละเท่านั้นเท่านี้แล้ว คุณก็ต้องมาประเมินดูว่าคุณมีรายได้เพียงพอที่จะผ่อนชำระเงินงวดได้ตลอดระยะเวลา...้หรือไม่ โดยหลักแล้ว หากคุณมีรายได้น้อย คุณก็ต้องเลือกผ่อนในระยะเวลาที่นานขึ้นอาจจะเป็นระยะ 20-25 ปี เพื่อให้เงินงวดที่จะผ่อนมีจำนวนลดลง ดังนั้น หากคุณสามารถสะสมงินมาดาวน์บ้านได้ประมาณร้อยละ 20-30 ของราคาบ้านและสามารถผ่อนส่งเงิน...้ได้ตามเงินงวดที่ระบุ คุณก็จะสามารถซื้อบ้านหลังนั้นได้ สำหรับบ้านประเภทอื่น ต้องผ่อนดาวน์เท่าใด ต้อง...้เงินจำนวนเท่าใด ค่าผ่อนชำระจะเป็นเท่าใด คุณอาจดูได้จากตารางที่เจ้าของโครงการ หรือที่ธนาคารจัดทำขึ้น หรืออาจดูได้จากหนังสือคู่มือการซื้อบ้านที่มักจะมีอัตราดอกเบี้ยและตารางอัตราการผ่อนชำ ระเงินงวดให้ผู้ซื้อพิจารณาได้
วิธีที่สอง คุณทราบรายได้ของคุณแล้วมาคำนวณว่าคุณจะซื้อบ้านได้แบบใด ในราคาใดได้บ้าง ? ในรณีที่คุณทราบ "รายได้" ของคุณว่ามีเท่าใด และอยากทราบว่ารายได้ดังกล่าวนั้น สามารถจะซื้อบ้านในระดับราคาประมาณเท่าใด คุณก็สามารถคิดคำนวณได้ไม่ยากตัวอย่างเช่น หากคุณมีรายได้ประมาณเดือนละ 20,000 บาท คุณอยากรู้ว่าธนาคารจะให้คุณ...้ได้ในวงเงินเท่าใด และจะซื้อบ้านในราคาประมาณเท่าใด วิธีการคำนวณคือ
ในขั้นแรก คุณต้องประมาณการว่ารายได้ที่ตนมีอยู่นั้นสามารถ...้เงินจากธนาคารได้ในวงเงินเท่าใด หรือคุณสามารถจะผ่อนชำระหนี้ได้เดือนละเท่าใด จากนั้น เมื่อทราบวงเงิน...้ ก็สามารถคำนวณราคาบ้านที่จะซื้อได้ โดยทั่วไป ธนาคารมักจะให้...้ในวงเงินประมาณ 15-30 เท่าของรายได้โดยหากมีรายได้เป็นเงินเดือนประจำที่แน่นอน เช่น เป็นข้าราชการหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจหรือพนักงานของบริษัทเอกชน ธนาคารอาจให้...้ได้ถึง 25 ? 30 เท่า แต่หากประกอบอาชีพอิสระที่มีรายได้ไม่แน่นอน ธนาคารอาจให้...้ได้ไม่เกิน 20 เท่าของรายได้เฉลี่ยรายเดือนหักค่าใช้จ่ายแล้วเท่านั้น โดยเฉลี่ยแล้ว ธนาคารจะให้...้ในวงเงินสูงประมาณ 25 เท่าของรายได้ ดังนั้น หากคุณมีรายได้ประมาณเดือนละ 20,000 บาท คุณจะ...้ได้ในวงเงินประมาณ 25 X 20,000 = 500,000 บาท และในวงเงินดังกล่าว คุณจะต้องผ่อนประมาณเดือนละ 3,728 บาท หาก...้นาน 20 ปี (อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6.5 ต่อปี) และจะผ่อนเดือนละ 3,160 บาท หาก...้นานที่สุดคือ 30 ปี อนึ่ง ในการประมาณการกำลังเงินว่าคุณจะสามารถผ่อนบ้านได้เดือนละเท่า ใดนั้น
หลักเบื้องต้นว่า ธนาคารมักจะกำหนดให้เงินงวดต่อเดือนประมาณร้อยละ 25-30 ของรายได้รวมของผู้...้ ดังนั้นหากคุณมีรายได้เดือนละ 20,000 บาท เงินงวดสูงสุดที่คุณสามารถผ่อนได้จะอยู่ประมาณเดือนละประมาณ 5,000- 6,000 บาท สำหรับผู้ที่มีรายได้สูงขึ้น และซื้อบ้านในราคาแพงขึ้น เช่น มีรายได้เดือนละ 60,000 บาท ขึ้นไป ธนาคารอาจจะให้...้โดยมีสัดส่วนค่าผ่อนต่อรายได้ที่สูงขึ้น ประมาณ ร้อยละ 30-36 หรือบางกรณีที่ผู้...้มีรายได้เกินเดือนละ 100,000 บาท ธนาคารอาจผ่อนผันให้...้ได้สูงถึงร้อยละ 40-50 ก็ได้ เมื่อคุณทราบรายได้ และวงเงิน...้ที่จะ...้ได้ โดยคุณสามารถผ่อนชำระเงิน งวดได้แล้ว คุณก็สามารถจะคำนวณราคาและประเภทบ้านที่จะซื้อได้ ในปัจจุบันธนาคารโดยทั่วไปจะให้...้ได้ร้อยละ 80 ของราคาบ้านพร้อมที่ดิน ดังนั้น เมื่อคุณมีรายได้เดือนละ 20,000 บาท และสามารถ...้เงินได้สูงสุด 500,000 บาท คุณก็สามารถคำนวณได้ว่าบ้านที่คุณจะซื้อได้จะมีราคาขายประมาณ 625,000 บาท (500,000/0.
เมื่อคุณทราบราคาบ้านและมีเงินดาวน์เพียงพอ (ประมาณร้อยละ 20-30 ) ที่จะซื้อบ้านได้ในราคาประมาณ 625,000 บาท และสามารถผ่อนเงินงวดได้ทุกเดือน ประการต่อมา คุณจึงมาพิจารณาว่า บ้านในระดับราคาดังกล่าวมีขายในตลาดประเภทใด และที่ไหนบ้าง สำหรับบ้านที่มีขายในตลาดราคาประมาณ 6 แสนเศษนั้น จะเห็นว่ามีเพียง 2 ประเภท ได้แก่ทาวน์เฮ้าส์ราคาถูก และห้องชุดราคาปานกลางเท่านั้น ส่วนบ้านเดี่ยวขนาดเล็กราคาเฉลี่ยขั้นต่ำสุด ในปัจจุบันราคาประมาณหลังละ 1.2 ล้านบาท
เมื่อคุณทราบเช่นนี้ คุณจึงได้ข้อยุติว่า รายได้เดือนละ 20,000 บาท ไม่ต้องไปดูบ้านเดี่ยวให้เสียเวลา เพราะทางเลือกของคุณมีเพียง 2 ทางเท่านั้น คือ จะซื้อ บ้านทาวน์เฮ้าส์ หรือห้องชุดดีกว่ากัน ซึ่งคุณจะต้องไตร่ตรองต่อไปว่า คุณจุเลือกซื้อบ้านแบบไหน จึงจะตรงกับความต้องการของตน สรุปก็คือ ในการวางแผนการเงินซื้อบ้านคุณต้องดูว่าคุณมี "เงินออม" เป็นค่าเงินดาวน์ประมาณร้อยละ 20-30 ของราคาบ้านหรือไม่ และคุณมี "รายได้" พอที่จะขอ...้เงินและ "ผ่อนเงินงวด" รายเดือนกับสถาบันการเงินได้ตลอดระยะเวลา...้หรือไม่ หากคุณมีพอทั้งสอง
โดยทั่วไปผู้ซื้อบ้านมักจะมีเงินเก็บออมส่วนหนึ่ง ซึ่งมักจะไม่เพียงพอที่จะซื้อบ้านได้ด้วยเงินสด ดังนั้น
เงินที่ขาดจึงต้องอาศัย...้เอาจากธนาคาร หรือสถาบันการเงินต่างๆแต่เนื่องจากสถาบันเหล่านี้มักจะให้...้เพียง
ประมาณร้อยละ 70-80 ของราคาซื้อขาย หรือมูลค่าประเมินของบ้าน (พร้อมที่ดิน)
ดังนั้น ผู้ซื้อบ้านจะต้องมีเงินเก็บออมอย่างน้อยร้อยละ 20-30 ของราคาบ้านจึงจะสามารถ...้เงินและซื้อบ้านได้
เงินที่เก็บออมร้อยละ 20-30 นี้เอง ที่ผู้ซื้อมักจะต้องจ่ายเป็น "เงินดาวน์" ในการซื้อบ้าน หากบ้านยังสร้างไม่เสร็จ
เจ้าของโครงการมักจะให้เราผ่อนเป็นงวดๆได้ในเวลาประมาณ 5-18 เดือน ในการวางแผนการเงินเพื่อซื้อบ้าน
คุณอาจเริ่มต้นจากวิธีใดวิธีหนึ่งใน 2 วิธี คือ
วิธีที่หนึ่ง คุณทราบราคาบ้านที่จะขายแล้วมาคำนวณว่าคุณจะซื้อและผ่อนได้หรือไม่ ? วิธีการนี้ เริ่มมาจากการที่มีผู้เสนอขายบ้านให้คุณ หรือคุณทราบ "ราคาบ้าน" ที่ประกาศขายว่าเป็นเงินเท่าใดแล้ว คุณมีข้อสงสัยว่าคุณมีเงินพอที่ซื้อหรือผ่อนบ้านนั้นได้หรือไม่ ในการประมาณการทางการเงิน คุณจะต้องเริ่ม โดยพิจารณาว่า คุณมีเงินเก็บออมหรือมีเงินดาวน์พอที่จะจ่ายให้กับเจ้าของโครงการหรือไม่ คุณต้อง...้เงินจากธนาคารในวงเงินสูงสุดได้เท่าใด และจะต้องผ่อนชำระเงินงวดเดือนละเท่าใด คุณสามารถผ่อนได้หรือไม่
ตัวอย่างเช่น หากคุณเล็งที่จะซื้อบ้านที่ราคาถูกประเภททาวน์เฮาส์ ขณะนี้ ราคาประมาณ 625,000 บาท หากธนาคารให้...้ร้อยละ 80 ของราคาขาย นั่นหมายความว่าให้...้ได้เป็นเงิน 500,000 บาท ส่วนที่เหลือคือจำนวนเงิน 125,000 บาท คุณจะต้องมีเงินเก็บหรือต้องผ่อนดาวน์มาแล้ว ซึ่งอย่างน้อยที่สุดคือร้อยละ 20 ของราคาบ้านที่จะซื้อนั่นเอง การ...้เงินจำนวน 500,000 บาท หากคุณต้องผ่อนชำระนาน 20 ปี ก็จะต้องผ่อนประมาณเดือนละ 3,728 บาท หากธนาคารคิดดอกเบี้ยร้อยละ 6.5 ต่อปี (แต่ถ้าอัตราดอกเบี้ยสูงกว่านี้ เงินงวดรายเดือนก็จะสูงตามไปด้วย) และหาก...้ระยะเวลาสั้นลงเท่าใด เงินงวดก็จะสูงมากขึ้นเท่านั้น เช่น หากเลือก...้นาน 15 ปี หรือ 10 ปี เงินงวดก็จะเพิ่มมากขึ้นเป็นเดือนละ 4,356 บาท และ 5,677 ตามลำดับ
เมื่อทราบจำนวนเงินที่จะต้องผ่อนเดือนละเท่านั้นเท่านี้แล้ว คุณก็ต้องมาประเมินดูว่าคุณมีรายได้เพียงพอที่จะผ่อนชำระเงินงวดได้ตลอดระยะเวลา...้หรือไม่ โดยหลักแล้ว หากคุณมีรายได้น้อย คุณก็ต้องเลือกผ่อนในระยะเวลาที่นานขึ้นอาจจะเป็นระยะ 20-25 ปี เพื่อให้เงินงวดที่จะผ่อนมีจำนวนลดลง ดังนั้น หากคุณสามารถสะสมงินมาดาวน์บ้านได้ประมาณร้อยละ 20-30 ของราคาบ้านและสามารถผ่อนส่งเงิน...้ได้ตามเงินงวดที่ระบุ คุณก็จะสามารถซื้อบ้านหลังนั้นได้ สำหรับบ้านประเภทอื่น ต้องผ่อนดาวน์เท่าใด ต้อง...้เงินจำนวนเท่าใด ค่าผ่อนชำระจะเป็นเท่าใด คุณอาจดูได้จากตารางที่เจ้าของโครงการ หรือที่ธนาคารจัดทำขึ้น หรืออาจดูได้จากหนังสือคู่มือการซื้อบ้านที่มักจะมีอัตราดอกเบี้ยและตารางอัตราการผ่อนชำ ระเงินงวดให้ผู้ซื้อพิจารณาได้
วิธีที่สอง คุณทราบรายได้ของคุณแล้วมาคำนวณว่าคุณจะซื้อบ้านได้แบบใด ในราคาใดได้บ้าง ? ในรณีที่คุณทราบ "รายได้" ของคุณว่ามีเท่าใด และอยากทราบว่ารายได้ดังกล่าวนั้น สามารถจะซื้อบ้านในระดับราคาประมาณเท่าใด คุณก็สามารถคิดคำนวณได้ไม่ยากตัวอย่างเช่น หากคุณมีรายได้ประมาณเดือนละ 20,000 บาท คุณอยากรู้ว่าธนาคารจะให้คุณ...้ได้ในวงเงินเท่าใด และจะซื้อบ้านในราคาประมาณเท่าใด วิธีการคำนวณคือ
ในขั้นแรก คุณต้องประมาณการว่ารายได้ที่ตนมีอยู่นั้นสามารถ...้เงินจากธนาคารได้ในวงเงินเท่าใด หรือคุณสามารถจะผ่อนชำระหนี้ได้เดือนละเท่าใด จากนั้น เมื่อทราบวงเงิน...้ ก็สามารถคำนวณราคาบ้านที่จะซื้อได้ โดยทั่วไป ธนาคารมักจะให้...้ในวงเงินประมาณ 15-30 เท่าของรายได้โดยหากมีรายได้เป็นเงินเดือนประจำที่แน่นอน เช่น เป็นข้าราชการหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจหรือพนักงานของบริษัทเอกชน ธนาคารอาจให้...้ได้ถึง 25 ? 30 เท่า แต่หากประกอบอาชีพอิสระที่มีรายได้ไม่แน่นอน ธนาคารอาจให้...้ได้ไม่เกิน 20 เท่าของรายได้เฉลี่ยรายเดือนหักค่าใช้จ่ายแล้วเท่านั้น โดยเฉลี่ยแล้ว ธนาคารจะให้...้ในวงเงินสูงประมาณ 25 เท่าของรายได้ ดังนั้น หากคุณมีรายได้ประมาณเดือนละ 20,000 บาท คุณจะ...้ได้ในวงเงินประมาณ 25 X 20,000 = 500,000 บาท และในวงเงินดังกล่าว คุณจะต้องผ่อนประมาณเดือนละ 3,728 บาท หาก...้นาน 20 ปี (อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6.5 ต่อปี) และจะผ่อนเดือนละ 3,160 บาท หาก...้นานที่สุดคือ 30 ปี อนึ่ง ในการประมาณการกำลังเงินว่าคุณจะสามารถผ่อนบ้านได้เดือนละเท่า ใดนั้น
หลักเบื้องต้นว่า ธนาคารมักจะกำหนดให้เงินงวดต่อเดือนประมาณร้อยละ 25-30 ของรายได้รวมของผู้...้ ดังนั้นหากคุณมีรายได้เดือนละ 20,000 บาท เงินงวดสูงสุดที่คุณสามารถผ่อนได้จะอยู่ประมาณเดือนละประมาณ 5,000- 6,000 บาท สำหรับผู้ที่มีรายได้สูงขึ้น และซื้อบ้านในราคาแพงขึ้น เช่น มีรายได้เดือนละ 60,000 บาท ขึ้นไป ธนาคารอาจจะให้...้โดยมีสัดส่วนค่าผ่อนต่อรายได้ที่สูงขึ้น ประมาณ ร้อยละ 30-36 หรือบางกรณีที่ผู้...้มีรายได้เกินเดือนละ 100,000 บาท ธนาคารอาจผ่อนผันให้...้ได้สูงถึงร้อยละ 40-50 ก็ได้ เมื่อคุณทราบรายได้ และวงเงิน...้ที่จะ...้ได้ โดยคุณสามารถผ่อนชำระเงิน งวดได้แล้ว คุณก็สามารถจะคำนวณราคาและประเภทบ้านที่จะซื้อได้ ในปัจจุบันธนาคารโดยทั่วไปจะให้...้ได้ร้อยละ 80 ของราคาบ้านพร้อมที่ดิน ดังนั้น เมื่อคุณมีรายได้เดือนละ 20,000 บาท และสามารถ...้เงินได้สูงสุด 500,000 บาท คุณก็สามารถคำนวณได้ว่าบ้านที่คุณจะซื้อได้จะมีราคาขายประมาณ 625,000 บาท (500,000/0.
เมื่อคุณทราบราคาบ้านและมีเงินดาวน์เพียงพอ (ประมาณร้อยละ 20-30 ) ที่จะซื้อบ้านได้ในราคาประมาณ 625,000 บาท และสามารถผ่อนเงินงวดได้ทุกเดือน ประการต่อมา คุณจึงมาพิจารณาว่า บ้านในระดับราคาดังกล่าวมีขายในตลาดประเภทใด และที่ไหนบ้าง สำหรับบ้านที่มีขายในตลาดราคาประมาณ 6 แสนเศษนั้น จะเห็นว่ามีเพียง 2 ประเภท ได้แก่ทาวน์เฮ้าส์ราคาถูก และห้องชุดราคาปานกลางเท่านั้น ส่วนบ้านเดี่ยวขนาดเล็กราคาเฉลี่ยขั้นต่ำสุด ในปัจจุบันราคาประมาณหลังละ 1.2 ล้านบาท
เมื่อคุณทราบเช่นนี้ คุณจึงได้ข้อยุติว่า รายได้เดือนละ 20,000 บาท ไม่ต้องไปดูบ้านเดี่ยวให้เสียเวลา เพราะทางเลือกของคุณมีเพียง 2 ทางเท่านั้น คือ จะซื้อ บ้านทาวน์เฮ้าส์ หรือห้องชุดดีกว่ากัน ซึ่งคุณจะต้องไตร่ตรองต่อไปว่า คุณจุเลือกซื้อบ้านแบบไหน จึงจะตรงกับความต้องการของตน สรุปก็คือ ในการวางแผนการเงินซื้อบ้านคุณต้องดูว่าคุณมี "เงินออม" เป็นค่าเงินดาวน์ประมาณร้อยละ 20-30 ของราคาบ้านหรือไม่ และคุณมี "รายได้" พอที่จะขอ...้เงินและ "ผ่อนเงินงวด" รายเดือนกับสถาบันการเงินได้ตลอดระยะเวลา...้หรือไม่ หากคุณมีพอทั้งสอง
นอกจากการกู้เงินเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยแล้ว ผู้กู้สามารถกู้เงินเพื่อที่อยู่อาศัยอื่นๆอย่างไรบ้าง ?
นอกจากการกู้เงินเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย อันได้แก่ซื้อบ้านพร้อมที่ดิน หรือซื้ออาคารชุดแล้ว ผู้กู้สามารถขอกู้เงินเพื่อที่อยู่อาศัยอื่นๆอีกหลายประการ ได้แก่
1) เพื่อซื้อที่ดินเปล่า เพื่อการปลูกสร้างที่อยู่อาศัยของตนในอนาคต
2) เพื่อปลูกสร้างบ้านบนที่ดินของตนเอง
3) เพื่อต่อเติม หรือซ่อมแซมอาคารของตน
4) เพื่อชำระหนี้ที่เกี่ยวพันกับที่อยู่อาศัย
5) เพื่อไถ่ถอนหนี้ที่อยู่อาศัยจากสถาบันการเงินอื่น
โดยทั่วไป สินเชื่อที่อยู่อาศัย ที่สถาบันการเงินต่างๆ
ปล่อยให้กับผู้กู้รายย่อยมักจะครอบคลุมสินเชื่อต่างๆ ดังกล่าวมานี้
1) เพื่อซื้อที่ดินเปล่า เพื่อการปลูกสร้างที่อยู่อาศัยของตนในอนาคต
2) เพื่อปลูกสร้างบ้านบนที่ดินของตนเอง
3) เพื่อต่อเติม หรือซ่อมแซมอาคารของตน
4) เพื่อชำระหนี้ที่เกี่ยวพันกับที่อยู่อาศัย
5) เพื่อไถ่ถอนหนี้ที่อยู่อาศัยจากสถาบันการเงินอื่น
โดยทั่วไป สินเชื่อที่อยู่อาศัย ที่สถาบันการเงินต่างๆ
ปล่อยให้กับผู้กู้รายย่อยมักจะครอบคลุมสินเชื่อต่างๆ ดังกล่าวมานี้
Thursday, June 18, 2009
ขาย บ้านไม้ ชั้นเดียว 33 ตรว
- บ้านไม้ ชั้นเดียว 33 ตรว.
- ซ. อุดมเดช เข้าออกได้ หลายเส้นทาง ถึง ถนน สุขุมวิท , ศรีนคริทร์
- ใน ซอย เป็น ชุมชน ใหญ่ เหมาะ ทำเลค้าขาย
- ใกล้ ทางขึ้น ลง ถนน วงแหวน ตะวันตก
- ใกล้ สนาม บิน 20 นาที
- ราคา 800,000 บาท
- ติดต่อ 02-7501298 , 084-1549834
Sunday, June 14, 2009
อย่าให้การซื้อบ้านมือสองของคุณ กลายเป็นบทเรียนราคาแพง

สำหรับคนที่กำลังหาบ้านมือสองสักหลัง ก่อนอื่นต้องรู้ว่า บ้านมือสองไม่เหมือนบ้านมือหนึ่งอย่างไร ไม่ใช่แค่เรื่องอายุหรือการผ่านมือ แต่หมายถึงตั้งแต่ขั้นตอนการค้นหาบ้าน เลือกทำเล การเจรจากับเจ้าของ ความแตกต่างของสินเชื่อระหว่างบ้านใหม่กับบ้านเก่า ฯลฯ โดยเฉพาะการทำการตกลงกับเจ้าของบ้าน มีอะไรบ้างที่ต้องคุยกันแต่เนิ่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ว่า ใครเป็นคนจ่ายค่าโอนหรือภาษี จะย้ายเข้าย้ายออกเมื่อไร นอกจากนี้ควรทราบด้วยว่า การเจรจาต่อรองไม่ได้มีแค่เรื่องราคาเท่านั้น
จะเห็นได้ว่า วิธีการหาซื้อบ้านมือสองกับบ้านใหม่นั้นแทบจะเรียกได้ว่า เป็นคนละศาสตร์กันเลยทีเดียว บ้านทั้งสองประเภทมีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกัน เมื่อรู้แล้วว่า ทำไมถึงตัดสินใจเลือกอยู่อาศัยในบ้านมือสอง ก็ถึงเวลาที่จะมาดูกันว่า จะผ่านแต่ละขั้นตอนไปอย่างไร จึงจะเรียกได้ว่า เป็นผู้ซื้อบ้านมือสองที่ชาญฉลาด ทำสัญญาจะซื้อจะขาย: เหมือนจะง่ายแต่ไม่ง่าย
เมื่อพบบ้านที่ถูกใจ การเขียนใบเสนอซื้อคือขั้นตอนแรกที่จะนำไปสู่การเจรจาต่อรอง เพื่อจะทำสัญญาจะซื้อจะขายกันกับผู้ขาย ที่บอกว่าไม่ง่ายนั้นก็เพราะว่า คุณในฐานะผู้ซื้อจะต้องเข้าไปนั่งในใจของผู้ขาย เพื่อจะจินตนาการได้ว่า เจ้าของบ้านจะมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อข้อเสนอนั้น
อย่างที่บอกก็คือ การยื่นข้อเสนอนั้นมีอะไรที่มากกว่าแค่เรื่องว่า ราคาเท่าไรที่คุณพร้อมจ่าย แต่ทั้งคุณและผู้ขายจะต้องทำความตกลงร่วมกันในเงื่อนไขหลายอย่างเพื่อปกป้องผลประโยชน์มหาศาลของตัวเอง
รายละเอียดในใบเสนอซื้อที่นอกเหนือจากเรื่องราคานั้นจะรวมถึงรายละเอียดทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นในขั้นตอนซื้อขายบ้าน ได้แก่ จำนวนเงินมัดจำที่คุณจะจ่าย ใครจะเป็นคนจ่ายค่าธรรมเนียมหรือภาษี แล้วถ้าคุณต้องการให้วิศวกรมาตรวจโครงสร้างบ้านก่อนล่ะ จะมีผลต่อราคาไหม อะไรบ้างที่อยากให้เจ้าของบ้านซ่อมก่อนวางมัดจำ จะป้องกันปัญหาในกรณีที่โอนแล้วเจ้าของเดิมยังไม่ย้ายออกได้อย่างไร รวมถึงข้อตกลงว่า ถ้าคุณหรือผู้ขายต้องการจะยกเลิกสัญญาได้นั้น โดยเงื่อนไขอะไรบ้าง
เหล่านี้คือสิ่งที่จะต้องตกลงกันตั้งแต่ขั้นตอนการเสนอซื้อ แต่เชื่อไหมว่า มีผู้ซื้อไม่กี่รายที่เข้าใจว่า อะไรจะเกิดขึ้นหากไม่ทำการตกลงเรื่องเหล่านี้กันเป็นลายลักษณ์อักษร พึงระลึกเสมอว่า การทำสัญญาจะซื้อจะขายหรือยื่นข้อเสนออาจกินเวลาแค่ครึ่งชั่วโมง แต่กลับส่งผลต่อชีวิตของทั้งคุณและผู้ขายไปอีกหลายปีหรือทั้งชีวิต เงื่อนไขการคืนเงินมัดจำ(contingencies): สิ่งที่คุณต้องระบุลงไปในใบเสนอซื้อ
เพราะไม่มีใครรู้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นบ้างระหว่างขั้นตอนการซื้อบ้าน ดังนั้น คุณควรได้ตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรกับเจ้าของบ้าน เพื่อที่จะสามารถเรียกคืนเงินมัดจำจำนวนหลักหมื่นหลักแสนของคุณได้ ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น เงื่อนไขที่พบบ่อยที่สุดคือ การระบุว่า หากกู้แบงค์ไม่ผ่านสัญญาจะซื้อจะขายเป็นอันยกเลิก และเจ้าของบ้านจะต้องคืนเงินมัดจำให้คุณ
ตัวอย่างต่อมาเกี่ยวกับการต่อรองราคา หากเจ้าของบ้านเสนอราคาที่คุณคิดว่าสูงเกินไป คุณอาจตกลงกันว่า จะให้ธนาคารส่งพนักงานประเมินมาประเมินราคาบ้านก่อน ถ้าราคาประเมินสูงกว่าราคาที่เจ้าของเสนอมาคุณจึงจะซื้อ แต่ถ้าราคาประเมินต่ำกว่า และเจ้าของไม่ยินดีลดราคาลงมา คุณสามารถขอยกเลิกสัญญาได้ และขอเงินมัดจำคืน
อีกตัวอย่างหนึ่งได้แก่การที่คุณขอให้บริษัทตรวจสอบโครงสร้างมาตรวจสอบบ้านที่คุณต้องการซื้อ หากผลออกมาผ่านเกณฑ์ที่คุณพอใจคุณจึงจะซื้อ แต่ถ้าไม่ผ่าน คุณขอยกเลิกสัญญา และขอเงินมัดจำคืนได้เช่นกัน
ในบางกรณี คุณอาจทำเงื่อนไขให้เจ้าของบ้านรอไปอีกสักระยะ โดยจะทำสัญญาซื้อขายต่อเมื่อคุณขายบ้านอีกหลังของคุณได้ก่อน ฯลฯ เงื่อนไขเหล่านี้ขึ้นอยู่กับการเจรจาของคุณ และผู้ขายจะเห็นด้วยหรือไม่ บางครั้งคุณอาจต้องวางมัดจำเพิ่ม หรือซื้อบ้านในราคาที่สูงขึ้นเล็กน้อย หรือเจ้าของบ้านอาจยอมทุกอย่างตามที่คุณต้องการโดยคุณไม่ต้องเสียอะไรเพิ่ม แต่ถ้าไม่ทำข้อตกลงเหล่านี้ไว้ หากคุณผิดสัญญาหรือเลยกำหนด เจ้าของมีสิทธิริบเงินมัดจำได้ทันทีวางเงินมัดจำ: ทำไมไม่ควรมากเกินไป
หลังจากตกลงราคาและเงื่อนไขกันเรียบร้อยแล้ว และคุณตัดสินใจว่าจะซื้อบ้านหลังนี้ ขั้นตอนต่อไปคือการวางมัดจำ โดยทั่วไปเรามักจะได้ยินว่า เงินมัดจำ จะอยู่ที่ประมาณ 5% ของราคาซื้อขาย ซึ่งนับว่า เป็นจำนวนเงินที่สูงเอาเรื่องอยู่ เช่น สมมติว่า บ้านที่คุณต้องการซื้อราคา 3 ล้าน หมายความว่า คุณต้องวางเงินมัดจำกับเจ้าของบ้านถึง 150,000 บาท(หนึ่งแสนห้าหมื่นบาท) แต่ในทางปฏิบัติพบว่า ผู้ขายยอมตกลงให้ผู้ซื้อวางมัดจำน้อยกว่านี้มาก โดยเฉพาะเศรษฐกิจในยุคที่ธนาคารปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยยากกว่าเก่า คำแนะนำคือ เงินวางมัดจำไม่ควรมากกว่า 2% ของราคาซื้อขาย
เหตุผลประการแรกก็คือ ถ้ามากกว่านี้คุณเองอาจจะรู้สึกเครียดและกังวลหลังวางมัดจำก้อนโตเพื่อรอว่าแบงค์จะอนุมัติเงินกู้ให้คุณหรือไม่ จริงอยู่ที่คุณอาจจะทำข้อตกลงกันไว้ว่า เจ้าของบ้านยินดีคืนเงินมัดจำถ้ากู้แบงค์ไม่ผ่าน แต่คุณก็คงไม่สบายใจอยู่ดีที่นำเงินจำนวนมากมายขนาดนั้นไปฝากไว้กับคนไม่รู้จัก เหตุผลประการต่อมา ยิ่งถ้าระหว่างนั้นคุณหรือเจ้าของบ้านอาจจะอยากปรับเปลี่ยนเงื่อนไขบางอย่าง แล้วเกิดขัดใจกันขึ้นมา ผู้ซื้ออย่างคุณคงต้องเป็นฝ่ายยอมเพราะมีเงินมัดจำเหมือนตัวประกันที่ผู้ขายจะเรียกร้องอย่างไรก็ได้ ถึงแม้กรณีนี้จะเกิดขึ้นน้อยก็ตาม
อย่างไรก็ตาม การวางเงินมัดจำที่มากพอ เป็นหลักประกันแก่ผู้ขายว่าคุณมีความตั้งใจจริงที่จะซื้อบ้าน ดังนั้น จำนวนเงินมัดจำจึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจร่วมกันระหว่างคุณกับผู้ขายว่าจะตกลงกันที่จำนวนเท่าใด บางครั้งการวางมัดจำสูงๆ อาจทำให้คุณเรียกร้องเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์แก่คุณเพิ่มขึ้นกำหนดวันที่ให้ชัดเจน ป้องกันปัญหาภายหลัง
เป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งที่จะต้องมีการกำหนดวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ลงในหนังสือเสนอซื้อ หรือสัญญาจะซื้อจะขาย เพื่อให้ผู้ขายได้วางแผนในการย้ายออกและเตรียมตัวสำหรับที่อยู่ใหม่ เพราะการที่ที่ผู้ขายย้ายออกล่าช้าหลังวันโอนถือเป็นปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งที่ผู้ซื้อมักพบเจอ โดยเฉพาะถ้าผู้ซื้อต้องรีบย้ายเข้าที่อยู่ใหม่ให้ทันกำหนดเพราะต้องคืนที่อยู่เก่าแก่เจ้าของ หากมีความล่าช้าเกิดขึ้น ผู้ซื้อหลายคนถึงกับต้องเช่าหอพักเพื่อรอเวลาผู้ขายย้ายออกเลยทีเดียว
โดยมากการนัดโอนกรรมสิทธิ์จะกำหนดเป็นช่วงเวลา เช่น ภายใน 30-40 วันหลังทำสัญญาจะซื้อจะขาย เป็นต้น อาจเร็วกว่านั้นถ้าธนาคารดำเนินการเร็ว ไม่จำเป็นต้องกำหนดเวลายาวๆ เพราะกลัวว่าธนาคารจะอนุมัติไม่ทัน เพราะถ้าเกิดความล่าช้าคุณสามารถตกลงกับเจ้าของบ้านได้ ควรกำหนดเวลาเพื่อให้สอดคล้องกับแผนการย้ายของคุณและผู้ขายดีกว่า เพียงแต่ต้องแน่ใจว่า เหตุการณ์ไม่คาดคิดต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นนั้น คุณได้ตกลงกันในสัญญาจะซื้อจะขายเรียบร้อยแล้วโอนแล้วแต่ยังย้ายเข้าทันทีไม่ได้
การโอนกรรมสิทธิ์เกิดขึ้นเมื่อโฉนดเปลี่ยนเป็นชื่อคุณ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะได้ครอบครองบ้านที่ซื้อมาทันที ถ้าบ้านที่คุณซื้อเป็นบ้านว่างหรือเจ้าของย้ายออกไปแล้วก็อาจจะง่ายหน่อย แต่ส่วนใหญ่เจ้าของบ้านเองก็ต้องหาซื้อบ้านใหม่ด้วยเช่นกัน และมักจะนัดโอนวันเดียวกับที่คุณนัดพร้อมกันไปเลย จึงกลายเป็นธรรมเนียมไปแล้วว่า หลังโอนกรรมสิทธิ์ผู้ซื้อจะต้องให้เวลาผู้ขายในการขนย้ายออก ปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยคือผู้ขายย้ายออกล่าช้าในความรู้สึกของผู้ซื้อ ดังนั้น คุณต้องตกลงกันตั้งแต่วันทำสัญญาจะซื้อจะขายว่าจะให้ผู้ขายย้ายออกภายในกำหนดกี่วัน ไม่จำเป็นต้องนาน และผู้ขายจะอ้างว่าขอเวลาเตรียมตัวหาที่อยู่ใหม่ต่ออีกสักนิดไม่ได้ เพราะถ้าผู้ขายล่าช้าจะไปกระทบกับแผนการของคุณทันที ที่สำคัญ ระยะเวลา 30-40 วันก่อนการโอน คือเวลาสำหรับการวางแผนทั้งของผู้ซื้อและผู้ขายอยู่แล้ว
ที่มา: กิตติพล เอี่ยมกมล (www.realtime-estate.com)
จะเห็นได้ว่า วิธีการหาซื้อบ้านมือสองกับบ้านใหม่นั้นแทบจะเรียกได้ว่า เป็นคนละศาสตร์กันเลยทีเดียว บ้านทั้งสองประเภทมีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกัน เมื่อรู้แล้วว่า ทำไมถึงตัดสินใจเลือกอยู่อาศัยในบ้านมือสอง ก็ถึงเวลาที่จะมาดูกันว่า จะผ่านแต่ละขั้นตอนไปอย่างไร จึงจะเรียกได้ว่า เป็นผู้ซื้อบ้านมือสองที่ชาญฉลาด ทำสัญญาจะซื้อจะขาย: เหมือนจะง่ายแต่ไม่ง่าย
เมื่อพบบ้านที่ถูกใจ การเขียนใบเสนอซื้อคือขั้นตอนแรกที่จะนำไปสู่การเจรจาต่อรอง เพื่อจะทำสัญญาจะซื้อจะขายกันกับผู้ขาย ที่บอกว่าไม่ง่ายนั้นก็เพราะว่า คุณในฐานะผู้ซื้อจะต้องเข้าไปนั่งในใจของผู้ขาย เพื่อจะจินตนาการได้ว่า เจ้าของบ้านจะมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อข้อเสนอนั้น
อย่างที่บอกก็คือ การยื่นข้อเสนอนั้นมีอะไรที่มากกว่าแค่เรื่องว่า ราคาเท่าไรที่คุณพร้อมจ่าย แต่ทั้งคุณและผู้ขายจะต้องทำความตกลงร่วมกันในเงื่อนไขหลายอย่างเพื่อปกป้องผลประโยชน์มหาศาลของตัวเอง
รายละเอียดในใบเสนอซื้อที่นอกเหนือจากเรื่องราคานั้นจะรวมถึงรายละเอียดทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นในขั้นตอนซื้อขายบ้าน ได้แก่ จำนวนเงินมัดจำที่คุณจะจ่าย ใครจะเป็นคนจ่ายค่าธรรมเนียมหรือภาษี แล้วถ้าคุณต้องการให้วิศวกรมาตรวจโครงสร้างบ้านก่อนล่ะ จะมีผลต่อราคาไหม อะไรบ้างที่อยากให้เจ้าของบ้านซ่อมก่อนวางมัดจำ จะป้องกันปัญหาในกรณีที่โอนแล้วเจ้าของเดิมยังไม่ย้ายออกได้อย่างไร รวมถึงข้อตกลงว่า ถ้าคุณหรือผู้ขายต้องการจะยกเลิกสัญญาได้นั้น โดยเงื่อนไขอะไรบ้าง
เหล่านี้คือสิ่งที่จะต้องตกลงกันตั้งแต่ขั้นตอนการเสนอซื้อ แต่เชื่อไหมว่า มีผู้ซื้อไม่กี่รายที่เข้าใจว่า อะไรจะเกิดขึ้นหากไม่ทำการตกลงเรื่องเหล่านี้กันเป็นลายลักษณ์อักษร พึงระลึกเสมอว่า การทำสัญญาจะซื้อจะขายหรือยื่นข้อเสนออาจกินเวลาแค่ครึ่งชั่วโมง แต่กลับส่งผลต่อชีวิตของทั้งคุณและผู้ขายไปอีกหลายปีหรือทั้งชีวิต เงื่อนไขการคืนเงินมัดจำ(contingencies): สิ่งที่คุณต้องระบุลงไปในใบเสนอซื้อ
เพราะไม่มีใครรู้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นบ้างระหว่างขั้นตอนการซื้อบ้าน ดังนั้น คุณควรได้ตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรกับเจ้าของบ้าน เพื่อที่จะสามารถเรียกคืนเงินมัดจำจำนวนหลักหมื่นหลักแสนของคุณได้ ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น เงื่อนไขที่พบบ่อยที่สุดคือ การระบุว่า หากกู้แบงค์ไม่ผ่านสัญญาจะซื้อจะขายเป็นอันยกเลิก และเจ้าของบ้านจะต้องคืนเงินมัดจำให้คุณ
ตัวอย่างต่อมาเกี่ยวกับการต่อรองราคา หากเจ้าของบ้านเสนอราคาที่คุณคิดว่าสูงเกินไป คุณอาจตกลงกันว่า จะให้ธนาคารส่งพนักงานประเมินมาประเมินราคาบ้านก่อน ถ้าราคาประเมินสูงกว่าราคาที่เจ้าของเสนอมาคุณจึงจะซื้อ แต่ถ้าราคาประเมินต่ำกว่า และเจ้าของไม่ยินดีลดราคาลงมา คุณสามารถขอยกเลิกสัญญาได้ และขอเงินมัดจำคืน
อีกตัวอย่างหนึ่งได้แก่การที่คุณขอให้บริษัทตรวจสอบโครงสร้างมาตรวจสอบบ้านที่คุณต้องการซื้อ หากผลออกมาผ่านเกณฑ์ที่คุณพอใจคุณจึงจะซื้อ แต่ถ้าไม่ผ่าน คุณขอยกเลิกสัญญา และขอเงินมัดจำคืนได้เช่นกัน
ในบางกรณี คุณอาจทำเงื่อนไขให้เจ้าของบ้านรอไปอีกสักระยะ โดยจะทำสัญญาซื้อขายต่อเมื่อคุณขายบ้านอีกหลังของคุณได้ก่อน ฯลฯ เงื่อนไขเหล่านี้ขึ้นอยู่กับการเจรจาของคุณ และผู้ขายจะเห็นด้วยหรือไม่ บางครั้งคุณอาจต้องวางมัดจำเพิ่ม หรือซื้อบ้านในราคาที่สูงขึ้นเล็กน้อย หรือเจ้าของบ้านอาจยอมทุกอย่างตามที่คุณต้องการโดยคุณไม่ต้องเสียอะไรเพิ่ม แต่ถ้าไม่ทำข้อตกลงเหล่านี้ไว้ หากคุณผิดสัญญาหรือเลยกำหนด เจ้าของมีสิทธิริบเงินมัดจำได้ทันทีวางเงินมัดจำ: ทำไมไม่ควรมากเกินไป
หลังจากตกลงราคาและเงื่อนไขกันเรียบร้อยแล้ว และคุณตัดสินใจว่าจะซื้อบ้านหลังนี้ ขั้นตอนต่อไปคือการวางมัดจำ โดยทั่วไปเรามักจะได้ยินว่า เงินมัดจำ จะอยู่ที่ประมาณ 5% ของราคาซื้อขาย ซึ่งนับว่า เป็นจำนวนเงินที่สูงเอาเรื่องอยู่ เช่น สมมติว่า บ้านที่คุณต้องการซื้อราคา 3 ล้าน หมายความว่า คุณต้องวางเงินมัดจำกับเจ้าของบ้านถึง 150,000 บาท(หนึ่งแสนห้าหมื่นบาท) แต่ในทางปฏิบัติพบว่า ผู้ขายยอมตกลงให้ผู้ซื้อวางมัดจำน้อยกว่านี้มาก โดยเฉพาะเศรษฐกิจในยุคที่ธนาคารปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยยากกว่าเก่า คำแนะนำคือ เงินวางมัดจำไม่ควรมากกว่า 2% ของราคาซื้อขาย
เหตุผลประการแรกก็คือ ถ้ามากกว่านี้คุณเองอาจจะรู้สึกเครียดและกังวลหลังวางมัดจำก้อนโตเพื่อรอว่าแบงค์จะอนุมัติเงินกู้ให้คุณหรือไม่ จริงอยู่ที่คุณอาจจะทำข้อตกลงกันไว้ว่า เจ้าของบ้านยินดีคืนเงินมัดจำถ้ากู้แบงค์ไม่ผ่าน แต่คุณก็คงไม่สบายใจอยู่ดีที่นำเงินจำนวนมากมายขนาดนั้นไปฝากไว้กับคนไม่รู้จัก เหตุผลประการต่อมา ยิ่งถ้าระหว่างนั้นคุณหรือเจ้าของบ้านอาจจะอยากปรับเปลี่ยนเงื่อนไขบางอย่าง แล้วเกิดขัดใจกันขึ้นมา ผู้ซื้ออย่างคุณคงต้องเป็นฝ่ายยอมเพราะมีเงินมัดจำเหมือนตัวประกันที่ผู้ขายจะเรียกร้องอย่างไรก็ได้ ถึงแม้กรณีนี้จะเกิดขึ้นน้อยก็ตาม
อย่างไรก็ตาม การวางเงินมัดจำที่มากพอ เป็นหลักประกันแก่ผู้ขายว่าคุณมีความตั้งใจจริงที่จะซื้อบ้าน ดังนั้น จำนวนเงินมัดจำจึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจร่วมกันระหว่างคุณกับผู้ขายว่าจะตกลงกันที่จำนวนเท่าใด บางครั้งการวางมัดจำสูงๆ อาจทำให้คุณเรียกร้องเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์แก่คุณเพิ่มขึ้นกำหนดวันที่ให้ชัดเจน ป้องกันปัญหาภายหลัง
เป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งที่จะต้องมีการกำหนดวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ลงในหนังสือเสนอซื้อ หรือสัญญาจะซื้อจะขาย เพื่อให้ผู้ขายได้วางแผนในการย้ายออกและเตรียมตัวสำหรับที่อยู่ใหม่ เพราะการที่ที่ผู้ขายย้ายออกล่าช้าหลังวันโอนถือเป็นปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งที่ผู้ซื้อมักพบเจอ โดยเฉพาะถ้าผู้ซื้อต้องรีบย้ายเข้าที่อยู่ใหม่ให้ทันกำหนดเพราะต้องคืนที่อยู่เก่าแก่เจ้าของ หากมีความล่าช้าเกิดขึ้น ผู้ซื้อหลายคนถึงกับต้องเช่าหอพักเพื่อรอเวลาผู้ขายย้ายออกเลยทีเดียว
โดยมากการนัดโอนกรรมสิทธิ์จะกำหนดเป็นช่วงเวลา เช่น ภายใน 30-40 วันหลังทำสัญญาจะซื้อจะขาย เป็นต้น อาจเร็วกว่านั้นถ้าธนาคารดำเนินการเร็ว ไม่จำเป็นต้องกำหนดเวลายาวๆ เพราะกลัวว่าธนาคารจะอนุมัติไม่ทัน เพราะถ้าเกิดความล่าช้าคุณสามารถตกลงกับเจ้าของบ้านได้ ควรกำหนดเวลาเพื่อให้สอดคล้องกับแผนการย้ายของคุณและผู้ขายดีกว่า เพียงแต่ต้องแน่ใจว่า เหตุการณ์ไม่คาดคิดต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นนั้น คุณได้ตกลงกันในสัญญาจะซื้อจะขายเรียบร้อยแล้วโอนแล้วแต่ยังย้ายเข้าทันทีไม่ได้
การโอนกรรมสิทธิ์เกิดขึ้นเมื่อโฉนดเปลี่ยนเป็นชื่อคุณ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะได้ครอบครองบ้านที่ซื้อมาทันที ถ้าบ้านที่คุณซื้อเป็นบ้านว่างหรือเจ้าของย้ายออกไปแล้วก็อาจจะง่ายหน่อย แต่ส่วนใหญ่เจ้าของบ้านเองก็ต้องหาซื้อบ้านใหม่ด้วยเช่นกัน และมักจะนัดโอนวันเดียวกับที่คุณนัดพร้อมกันไปเลย จึงกลายเป็นธรรมเนียมไปแล้วว่า หลังโอนกรรมสิทธิ์ผู้ซื้อจะต้องให้เวลาผู้ขายในการขนย้ายออก ปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยคือผู้ขายย้ายออกล่าช้าในความรู้สึกของผู้ซื้อ ดังนั้น คุณต้องตกลงกันตั้งแต่วันทำสัญญาจะซื้อจะขายว่าจะให้ผู้ขายย้ายออกภายในกำหนดกี่วัน ไม่จำเป็นต้องนาน และผู้ขายจะอ้างว่าขอเวลาเตรียมตัวหาที่อยู่ใหม่ต่ออีกสักนิดไม่ได้ เพราะถ้าผู้ขายล่าช้าจะไปกระทบกับแผนการของคุณทันที ที่สำคัญ ระยะเวลา 30-40 วันก่อนการโอน คือเวลาสำหรับการวางแผนทั้งของผู้ซื้อและผู้ขายอยู่แล้ว
ที่มา: กิตติพล เอี่ยมกมล (www.realtime-estate.com)
การออกแบบตกแต่งห้องน้ำ



ห้องน้ำ เป็นห้องที่ต้องการ ความเป็นส่วนตัว มากกว่าทุกๆ ห้องในบ้านเลยก็ว่าได้ ทั้งนี้เพราะ กิจกรรมที่ทำใน ห้องน้ำ อันได้แก่ การอาบน้ำ ชำระ ร่างกาย และการขับถ่าย เป็น กิจกรรมเฉพาะบุคคล ที่ต้องทำเป็น ประจำทุกวัน โดยเฉพาะ การอาบน้ำ ชำระร่างกาย ต้องทำอย่างน้อย วันละ 2 ครั้ง คือ ตอนเช้า และตอนเย็น ตามหลัก สุขบัญญัติ ที่เราท่องจำตั้งแต่สมัยชั้นประถม ในปัจจุบัน ห้องน้ำยังใช้ เป็นสถานที่ ทำกิจกรรมอื่นๆ อีก เช่น การโกนหนวด แต่งหน้า แต่งตัว ซักผ้า หรือแม้กระทั่ง การอ่านหนังสือ เป็นต้น เมื่อกิจกรรมในห้องน้ำมีเพิ่มมากขึ้น เราจึงจำเป็นต้องเอาใจใส่ และ พิถีพิถันกับการสร้าง การจัด ตกแต่งห้องน้ำ ให้สวยงาม น่าใช้ และตอบสนอง การใช้สอยให้มากที่สุด โดยต้องเริ่มตั้งแต่ การวางแผนที่ดี การคัดเลือกวัสดุ และการตกแต่ง ให้สวยงาม สอดคล้องกับห้องอื่นๆในบ้าน เป็นต้น
รูปแบบ หรือ สไตล์ ในการตกแต่ง ห้องน้ำ โดยส่วนใหญ่มักขึ้นอยู่กับ รสนิยม และ ความชื่นชอบ ของแต่ละบุคคล การเลือกรูปแบบ หรือ สไตล์ การตกแต่ง ก็ควรให้สอดคล้องกับ รูปแบบและ การตกแต่งภายใน โดยรวมของ อาคาร บ้านเรือน นั้นๆ โดยมีข้อคิดว่า ไม่ควรใช้รูปแบบ ที่มีการประดับประดารุงรัง หรือมีรายละเอียดซอกมุมมาก เพราะจะทำให้ยากต่อ การทำความสะอาด ในปัจจุบัน รูปแบบ หรือ สไตล์ ที่มักเป็นที่นิยมหลากหลาย แต่รูปแบบสมัยใหม่ หรือ ร่วมสมัย ซึ่งเป็นแบบเรียบง่าย และมีความหรูหรา อยู่ในตัวนั้น มักเป็นที่นิยมมากกว่า การใช้รูปแบบในอดีต
ห้องน้ำ สไตล์คลาสสิกห้องน้ำ ลักษณะนี้มักเน้นรูปแบบ ที่ค่อนข้างหรูหรา มีรสนิยม ด้วยการเลือกใช้ วัสดุ ในการตกแต่ง และ การจัดวางแปลน ที่พิถีพิถันการจัดแบบแปลน ก็มักขึ้นอยู่กับ ขนาดของพื้นที่ อาจมีการแบ่งส่วนอย่างชัดเจน เช่น มี ห้องแต่งตัว ซึ่งแยกไว้อย่างเป็น สัดส่วนด้วย ผนัง การเลือกสุขภัณฑ์ และ ก็อกน้ำ ก็จะเลือกให้เข้าชุดกัน สีที่นิยมใช้ก็เป็น สีทองเหลือง หรือสีทองเหลืองผสมกับ โครเมียม มันวาว ส่วน สุขภัณฑ์ ก็เลือกตาม โทนสี โดยรวมของ การตกแต่ง เน้นการโชว์เนื้อแท้ ของวัสดุ วัสดุที่นิยมใช้ก็หนีไม่พ้น หินอ่อน หินแกรนิต กระเบื้องเคลือบ ทั้งแบบเรียบ และมีลวดลาย กรุยเชิงผนัง บัวเพดาน – พื้น กระจก หรือ วัสดุสังเคราะห์ ที่มีรูปลักษณ์แสดงออกถึงความหรูหรา สวยงาม



ห้องน้ำ สไตล์โมเดิร์น
ห้องน้ำ ในรูปแบบนี้ มักเน้นเส้นสายในเชิงเรขาคณิต เป็นสำคัญ และมักตัดทอน รายละเอียดปลีกย่อยบางอย่างออกไป ให้เหลือไว้ เพียงความเรียบง่าย และการโชว์เนื้อแท้ของวัสดุ เช่น หินอ่อน หินแกรนิต กระจกสเตนเลส โครเมียม หรือ หินทราย รวมทั้ง ผู้ออกแบบ ต้องมีความเข้าใจถึง ความต้องการของผู้ใช้ และ การออกแบบ โดยคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยที่ดี เป็นสำคัญรวมทั้งการจัดแสงสว้างที่เหมาะสม
ดังนั้นการเลือกใช้วัสดุจึงควรมีสีสันและลวดลายที่เรียบง่าย แต่ดูดี เช่น สีดำ เทา หรือขาว ส่วนวัสดุประกอบก็ควรเป็น ชนิดที่ดู ทันสมัย อาทิ วัสดุมันวาว ประเภทโลหะ หรือวัสดุผิวด้าน ใส หรือขรุขระ สุขภัณฑ์ หรือก๊อกน้ำควรเลือกรูปแบบที่มีความทันสมัย มีดีไซน์เฉพาะที่มี เอกลักษณ์ โฉบเฉี่ยวเข้ากันได้ดีกับกระจกเงาดีไซน์รูปทรางให้แปลกตา เคาน์เตอร์อ่างล้างหน้าอาจเป็นกระจกใส โครงขาของอ่าง ทำด้วยเหล็ก ชุบโครเมียม เป็นต้น
ห้องน้ำ สไตล์ธรรมชาติ
ห้องน้ำ ลักษณะนี้เป็น การจัดแบบแปลน ที่ค่อนข้างแตกต่างจาก แบบอื่นๆ กล่าวคือ มีการนำเอาธรรมชาติมาใช้ร่วมใน การออกแบบ ซึ่งปกติที่ทำกัน ก็จะมีอยู่ 2 วิธีคือกำหนดให้พื้นที่ห้องน้ำเปิดโล่งเชื่อมกับ ภายนอก ใช้ธรรมชาติ เป็นตัวประสาน ด้วยการ จัดวางพันธุ์ไม้ต่างๆ บางกรณีผู้ออกแบบ อาจออกแบบให้มีรูปแบบที่พิเศษ เช่น ผนังด้านหนึ่งเป็น กระจกสูงโปร่ง าวตลอดแนวด้านใน ติดตั้งอ่างอาบน้ำ ล้อมรอบด้วยพันธุ์ไม้ จัดวาง สุขภัณฑ์ ที่เข้าชุดกัน พื้นปูด้วยหินทราย ผนังซีเมนต์ เปลือย หรือจัดเป็น ห้องน้ำ ที่มีหลังคาเปิดโล่ง ผนังบังสายตาก่อน ด้วยแนว ศิลาแลง ไม่สูงมากนัก ด้านในจัดวางสุขภัณฑ์ในตำแหน่งที่เหมาะสม เป็นต้นกำหนดให้มี ธรรมชาติอยู่ภายใน ห้องน้ำ อาจทำพื้นที่ไว้สำหรับ วางต้นไม้ เช่น ยกขอบที่จะวางกระถางต้นไม้ หรือจัดสวนหย่อมเป็นมุมเล็กๆ หรือนำเอา วัสดุธรรมชาติมาใช้ร่วมด้วย อาทิ การใช้ไม้ซีกหรือปีกไม้ร่วมกับกระเบื้อง หรือ ผนังปูนฉาบ ไม่เรียบ พื้นเป็นคอนกรีต และโรยด้วยกรวด เว้นพื้นที่ปูนหินแผ่น หรือ กระเบื้องดินเผา ตรงบริเวณ อ่างอาบน้ำ เพิ่มบรรยากาศให้เป็น ธรรมชาติ ด้วยพันธุ์ไม้ชนิดต่างๆ สำหรับวัสดุและโทนสีนั้น ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับ การออกแบบเป็นสำคัญ แต่ก็ยังคงเน้นโทนสีธรรมชาติของวัสดุ เช่น สีของไม้ หิน ซีเมนต์ ก้อนกรวด กระเบื้องดินเผา หรือ สีของต้นไม้ ที่ใช้ประตกแต่ง ซี่งเป็น เสน่ห์สำคัญที่ให้ห้องน้ำ สวยงามอย่างมีเอกลักษณ์
ห้องน้ำ สไตล์คันทรี่
ห้องน้ำลักษณะนี้ โดยทั่วไป ก็เน้นความเป็น ธรรมชาติ ด้วย การตกแต่ง ที่เลือกใช้วัสดุที่มาจาก ธรรมชาติ และ วัสดุสังเคราะห์ ห้องน้ำ แบบนี้มีรายละเอียดและส่วนประกอบต่างๆ และรูปแบบที่ดูสบายๆ ที่ยังคง คำนึงถึง เรื่องขนาดของ พื้นที่ใช้สอย เป็นสำคัญ แต่ในบางกรณีก็มี การกำหนดโครงสร้างของ ห้องน้ำ ขึ้นเฉพาะ เช่น หลังคาที่มี ลักษณะสูงโปร่ง หรือหลังคาจั่ว เลือกใช้วัสดุ ธรรมชาติ อาทิ ปีกไม้ ไม้ท่อน หินกาบ กระเบี้อง และอื่นๆ ที่เป็น วัสดุจาก ธรรมชาติ หรือ วัสดุที่โชว์สี หรือ เนื้อแท้ของวัสดุ โทนสีส่วนใหญ่มักเป็นสีน้ำตาลครีม และขาว หรือ สีของวัสดุ ที่นำมาใช้ใน การตกแต่ง แต่ทั้งนี้ก็ควรเลือกให้ดูกลมกลืนกันไปการตกแต่งเน้น ความสอดคล้องกลมกลืนกัน ไม่ว่าจะเป็น พื้น ผนัง สุขภัณฑ์ ผ้าม่าน กรอบรูป และของประดับตกแต่งอื่นๆ ทั้งนี้เพื่อ ให้ห้องน้ำเป็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่อย่าลืมเสริมบรรยากาศความสดชื่นด้วยสีเขียวของต้นไม้
http://www.novabizz.com/
ห้องน้ำ ในรูปแบบนี้ มักเน้นเส้นสายในเชิงเรขาคณิต เป็นสำคัญ และมักตัดทอน รายละเอียดปลีกย่อยบางอย่างออกไป ให้เหลือไว้ เพียงความเรียบง่าย และการโชว์เนื้อแท้ของวัสดุ เช่น หินอ่อน หินแกรนิต กระจกสเตนเลส โครเมียม หรือ หินทราย รวมทั้ง ผู้ออกแบบ ต้องมีความเข้าใจถึง ความต้องการของผู้ใช้ และ การออกแบบ โดยคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยที่ดี เป็นสำคัญรวมทั้งการจัดแสงสว้างที่เหมาะสม
ดังนั้นการเลือกใช้วัสดุจึงควรมีสีสันและลวดลายที่เรียบง่าย แต่ดูดี เช่น สีดำ เทา หรือขาว ส่วนวัสดุประกอบก็ควรเป็น ชนิดที่ดู ทันสมัย อาทิ วัสดุมันวาว ประเภทโลหะ หรือวัสดุผิวด้าน ใส หรือขรุขระ สุขภัณฑ์ หรือก๊อกน้ำควรเลือกรูปแบบที่มีความทันสมัย มีดีไซน์เฉพาะที่มี เอกลักษณ์ โฉบเฉี่ยวเข้ากันได้ดีกับกระจกเงาดีไซน์รูปทรางให้แปลกตา เคาน์เตอร์อ่างล้างหน้าอาจเป็นกระจกใส โครงขาของอ่าง ทำด้วยเหล็ก ชุบโครเมียม เป็นต้น
ห้องน้ำ สไตล์ธรรมชาติ
ห้องน้ำ ลักษณะนี้เป็น การจัดแบบแปลน ที่ค่อนข้างแตกต่างจาก แบบอื่นๆ กล่าวคือ มีการนำเอาธรรมชาติมาใช้ร่วมใน การออกแบบ ซึ่งปกติที่ทำกัน ก็จะมีอยู่ 2 วิธีคือกำหนดให้พื้นที่ห้องน้ำเปิดโล่งเชื่อมกับ ภายนอก ใช้ธรรมชาติ เป็นตัวประสาน ด้วยการ จัดวางพันธุ์ไม้ต่างๆ บางกรณีผู้ออกแบบ อาจออกแบบให้มีรูปแบบที่พิเศษ เช่น ผนังด้านหนึ่งเป็น กระจกสูงโปร่ง าวตลอดแนวด้านใน ติดตั้งอ่างอาบน้ำ ล้อมรอบด้วยพันธุ์ไม้ จัดวาง สุขภัณฑ์ ที่เข้าชุดกัน พื้นปูด้วยหินทราย ผนังซีเมนต์ เปลือย หรือจัดเป็น ห้องน้ำ ที่มีหลังคาเปิดโล่ง ผนังบังสายตาก่อน ด้วยแนว ศิลาแลง ไม่สูงมากนัก ด้านในจัดวางสุขภัณฑ์ในตำแหน่งที่เหมาะสม เป็นต้นกำหนดให้มี ธรรมชาติอยู่ภายใน ห้องน้ำ อาจทำพื้นที่ไว้สำหรับ วางต้นไม้ เช่น ยกขอบที่จะวางกระถางต้นไม้ หรือจัดสวนหย่อมเป็นมุมเล็กๆ หรือนำเอา วัสดุธรรมชาติมาใช้ร่วมด้วย อาทิ การใช้ไม้ซีกหรือปีกไม้ร่วมกับกระเบื้อง หรือ ผนังปูนฉาบ ไม่เรียบ พื้นเป็นคอนกรีต และโรยด้วยกรวด เว้นพื้นที่ปูนหินแผ่น หรือ กระเบื้องดินเผา ตรงบริเวณ อ่างอาบน้ำ เพิ่มบรรยากาศให้เป็น ธรรมชาติ ด้วยพันธุ์ไม้ชนิดต่างๆ สำหรับวัสดุและโทนสีนั้น ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับ การออกแบบเป็นสำคัญ แต่ก็ยังคงเน้นโทนสีธรรมชาติของวัสดุ เช่น สีของไม้ หิน ซีเมนต์ ก้อนกรวด กระเบื้องดินเผา หรือ สีของต้นไม้ ที่ใช้ประตกแต่ง ซี่งเป็น เสน่ห์สำคัญที่ให้ห้องน้ำ สวยงามอย่างมีเอกลักษณ์
ห้องน้ำ สไตล์คันทรี่
ห้องน้ำลักษณะนี้ โดยทั่วไป ก็เน้นความเป็น ธรรมชาติ ด้วย การตกแต่ง ที่เลือกใช้วัสดุที่มาจาก ธรรมชาติ และ วัสดุสังเคราะห์ ห้องน้ำ แบบนี้มีรายละเอียดและส่วนประกอบต่างๆ และรูปแบบที่ดูสบายๆ ที่ยังคง คำนึงถึง เรื่องขนาดของ พื้นที่ใช้สอย เป็นสำคัญ แต่ในบางกรณีก็มี การกำหนดโครงสร้างของ ห้องน้ำ ขึ้นเฉพาะ เช่น หลังคาที่มี ลักษณะสูงโปร่ง หรือหลังคาจั่ว เลือกใช้วัสดุ ธรรมชาติ อาทิ ปีกไม้ ไม้ท่อน หินกาบ กระเบี้อง และอื่นๆ ที่เป็น วัสดุจาก ธรรมชาติ หรือ วัสดุที่โชว์สี หรือ เนื้อแท้ของวัสดุ โทนสีส่วนใหญ่มักเป็นสีน้ำตาลครีม และขาว หรือ สีของวัสดุ ที่นำมาใช้ใน การตกแต่ง แต่ทั้งนี้ก็ควรเลือกให้ดูกลมกลืนกันไปการตกแต่งเน้น ความสอดคล้องกลมกลืนกัน ไม่ว่าจะเป็น พื้น ผนัง สุขภัณฑ์ ผ้าม่าน กรอบรูป และของประดับตกแต่งอื่นๆ ทั้งนี้เพื่อ ให้ห้องน้ำเป็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่อย่าลืมเสริมบรรยากาศความสดชื่นด้วยสีเขียวของต้นไม้
http://www.novabizz.com/
Subscribe to:
Posts (Atom)
Popular Posts
-
บ้านชั้นเดียวเล่นระดับ หรือ บ้านชั้นเดียวยกสูง นั้นมีข้อดีกว่าบ้านชั้นเดียวแบบไม่เล่นระดับอยู่หลายประการค่ะ ประการแรกคือ เราสามารถแบ่...
-
แต่งบ้านแบบวินเทจของแท้ แต่งบ้านสไตล์วินเทจ เป็นความฝันของใครหลายๆคน เอาภาพมาแบ่งกันชมค่ะ
-
การตกแต่งบ้านด้วยไม้ระแนงสามารถทำได้อย่างหลากหลาย ขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบของผู้ผลิตงาน โดยเฉพาะงานไม้ระแนงนั้นที่สามารถนำไป...
-
Garden Decor.สวนน้ำรินกับผนังไม้ระแนง ปรับเปลี่ยนสนามหญ้านอกบ้านให้สามารถดูแลง่าย และมีส่วนนั่งเล่นทำกิจกรรมร่วมกันได้ทั้งครอบครัว.พื้นที่สว...
-
ห้องนอน สวยๆๆ เก็บภาพมาฝาก ห้องนอนโทนสีฟ้า ห้องนอนโทนสีชมพู ห้องนอนโทนสีม่วง ภาพจาก internet
-
“ซุ้มไม้เลื้อย” บนเนินต่างระดับที่เซ็ตติโม วิตโตเนในบริเวณแคว้นพีดมอนต์ในประเทศอิตาลี ซุ้มไม้เลื้อยเป็นอุโมงค์ ซุ้มไม้เลื้อย (Pergola...
-
ไม้ระแนง เป็นแนวการจัด แต่งได้หลายลักษณะ บางครั้ง เจ้าของบ้านอยากให้ บ้านดูโปร่ง แบบไม่อึดอัด แต่ ก็ต้องการให้ไม้ระแนงใช้ในการบังแดด เพื่อลด...
-
ห้องน้ำ เป็นห้องที่ต้องการ ความเป็นส่วนตัว มากกว่าทุกๆ ห้องในบ้านเลยก็ว่าได้ ทั้งนี้เพราะ กิจกรรมที่ทำใน ห้องน้ำ อันได้แก่ การอาบน้ำ ชำระ ร่...
-
เรา ออกจากตัวเมืองเชียงใหม่ตั้งแต่เช้าตรู่มุ่งหน้าไปยังอำเภอแม่ริม ถนนสายเล็กๆตัดเข้าไปยังหมู่บ้านทุ่งข้าวหอม ผ่านทั้งนาข้าวและสวนไม้ตัดด...
-
สถาปนิก Los Angeles บริษัท Rios Clementi Hale Studios ได้รับการออกแบบ Smith-Clementi Residence. เสร็จสมบูรณ์ในปี 2012 นี้ บ้านร่วมสมัย ...